
จากกรณีเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2026 นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เรียกร้องให้ชาวอินเดียเลี่ยงการซื้อทองคำและการเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่จำเป็น ท่ามกลางภาวะสงครามอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง และสร้างแรงกดดันต่อทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอินเดีย
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราต้องให้ความสำคัญกับการออมเงินตราต่างประเทศเป็นอย่างมาก” โมดีกล่าวเพื่ออธิบายเหตุผลว่า ทำไมประชาชนอินเดียจึงต้องเลี่ยงการซื้อทองคำและการเดินทาง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวอินเดีย เนื่องจากทองคำมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ทั้งในการออมของครอบครัว การแต่งงาน และการเฉลิมฉลองวันสำคัญทางศาสนา
ล่าสุดวันที่ 12 พฤษภาคม แหล่งข่าวระบุว่า อินเดียกำลังพิจารณามาตรการฉุกเฉินเพื่อพยุงทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและการจำกัดการนำเข้าสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่น ทองคำและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
‘ประชาชาติธุรกิจ’ รวบรวมสาเหตุว่า เหตุใดอินเดียจึงต้องเลี่ยงการซื้อทองคำและการเดินทางออกนอกประเทศ
อินเดียมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเงินที่มีอยู่
จากข้อมูลของธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 อินเดียมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 6.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 22.32 ล้านล้านบาท) ลดลงจากเมื่อสิ้นเดือนมีนาคม 7.79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.51 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 1.12%
เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม ทุนสำรองระหว่างประเทศของอินเดียลดลงอย่างมาก โดย ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็น 1 วันก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน อินเดียมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 7.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 23.55 ล้านล้านบาท)
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ในปี 2026 การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (CAD) ของอินเดีย จะอยู่ที่ 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.71 ล้านล้านบาท)
4 ค่าใช้จ่ายหลัก
เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายหลักของอินเดีย พบว่า เกิดจากการนำเข้าน้ำมัน ทองคำ ปุ๋ยในปริมาณมาก รวมถึงการใช้จ่ายของชาวอินเดียในต่างประเทศ ซึ่งล้วนทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง
1) อินเดียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากจีนและสหรัฐ โดยในปีงบประมาณล่าสุด ซึ่งนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 – มีนาคม 2026 อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบคิดเป็นมูลค่า 1.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.97 ล้านล้านบาท) มีสัดส่วนเป็นอันดับหนึ่งในงบประมาณการนำเข้าของประเทศ
2) ทองคำมีสัดส่วนมากเป็นอันดับที่สองในงบประมาณการนำเข้า โดยในปีงบประมาณเดียวกัน อินเดียนำเข้าทองคำมูลค่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.32 ล้านล้านบาท) นับเป็นประเทศที่มีการนำเข้าทองคำสูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากจีนเท่านั้น
ทั้งนี้ ทองคำมีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นการออม การแต่งงาน และวันสำคัญทางศาสนา
Global Trade Research Initiative (GTRI) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองสัญชาติอินเดีย ระบุว่า การนำเข้าทองคำแท่งของอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 3.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 ล้านล้านบาท) ในปี 2022 เป็น 5.89 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อดุลการค้าของประเทศ
3) อินเดียเป็นประเทศผู้นำเข้าปุ๋ยยูเรียรายใหญ่ที่สุดของโลก ตามการวิเคราะห์ของ S&P Global ในปี 2025 อินเดียนำเข้าปุ๋ยยูเรียประมาณ 10 ล้านตัน
4) ชาวอินเดียใช้จ่ายเงินในต่างประเทศ จากข้อมูลของบริษัทประกันภัยการเดินทาง ACKO ของอินเดีย ในปี 2023-2024 นักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เดินทางไปต่างประเทศ มียอดการใช้จ่ายเงินรวม 3.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.02 ล้านล้านบาท) และตามข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในปี 2024 มีชาวอินเดียประมาณ 30.9 ล้านคนเดินทางออกจากประเทศ
โดยสรุปแล้ว ในบรรดาค่าใช้จ่ายเหล่านี้ น้ำมันและปุ๋ยเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดได้ยาก โดยการนำเข้าพลังงานคือสิ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่ปุ๋ยก็มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อภาคการเกษตรและการจัดหาอาหาร โดยเฉพาะกับอินเดียซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนในประเทศพึ่งพาการเกษตร จึงทำให้เหลือเพียงทองคำและการเดินทางเท่านั้นที่สามารถลดลงมาได้ ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าชาวอินเดียจะตอบรับคำเรียกร้องของโมดีหรือไม่
“ความรักชาติ ไม่ใช่แค่การเสียสละชีวิตในชายแดน แต่ในช่วงเวลานี้ มันคือการใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบและในชีวิตประจำวัน เราสามารถทำเพื่อชาติได้” โมดีกล่าว
อ้างอิง : Bloomberg, Al Jazeera, Times of India
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




