‘ทรัมป์’ ขนซีอีโอบิ๊กเทคบุกจีน วาระใหญ่ เศรษฐกิจ-การเมืองโลก

ทรัมป์

การประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่กรุงปักกิ่งเมื่อ 14-15 พ.ค. นับเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐในรอบเกือบสิบปี ซึ่งทรัมป์ต้องการให้สหรัฐมีโอกาสขยายทำธุรกิจในจีนมากกว่าเดิม 

รายงานจากทำเนียบขาวอ้างว่าทรัมป์ระบุว่า เขาและสี จิ้นผิง บรรลุดีลการค้าที่ยอดเยี่ยม ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ยกย่องความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนว่าเป็นความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดในโลก โดยกล่าวกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า เราต้องทำให้มันสำเร็จและอย่าทำให้พัง

“ภาษากาย” พิเศษสู่ข้อตกลงที่ไม่ธรรมดา

รายงานระบุว่า ช่วงเช้าวันที่ 15 พ.ค. ทรัมป์และสีจับมือกัน เดินเล่นด้วยกันเป็นเวลานาน ที่สวนจงหนานไห่ เขตที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์และที่พักส่วนตัวของประธานาธิบดีสีถือเป็นภาพและบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ชื่นมื่น พร้อมประกาศความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ ในกรอบใหม่

“การเยือนครั้งนี้เป็นการเยือนครั้งประวัติศาสตร์และสำคัญยิ่ง จนถึงขณะนี้เราได้สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีใหม่ขึ้นมา เป็นความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์และมั่นคง (constructive China-U.S. relationship of strategic stability) ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญ” สี จิ้นผิง กล่าวขณะต้อนรับทรัมป์ที่จงหนานไห่ “เราได้บรรลุผลลัพธ์ความร่วมมือมากมาย” ผู้นำจีนกล่าวเสริม ทั้งนี้ สองฝ่ายยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงทางการค้า ซึ่งอาจจะมีการประกาศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

สำหรับผู้นำสองคนที่ขัดแย้งกันในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกรณีไต้หวัน สงครามการค้า ทรัพยากรแร่หายาก และอื่น ๆ การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีทั้งสองแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการให้การแข่งขันนี้เป็นไปในเชิงมิตรไมตรีมากกว่าที่จะเป็นศัตรู

Advertisement

เมลานี ฮาร์ต ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์จีนระดับโลกของสภาแอตแลนติก กล่าวกับเดอะ นิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า หากดูคำแถลงการณ์ในช่วงก่อนการประชุมสุดยอด ทรัมป์แสดงท่าทีที่กระหายอยากเป็นมิตรกับสี จิ้นผิง

“คำพูดของทรัมป์บ่งชี้ว่า เขาหวังว่าสี จิ้นผิงจะชอบเขาในฐานะบุคคล และพวกเขาจะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์บางอย่างที่จะนำไปสู่การปฏิบัติพิเศษและข้อตกลงต่าง ๆ  และคุณจะเห็นสิ่งเดียวกันนี้ในภาษากายของพวกเขาด้วย”

Advertisememt

ขณะที่ “อู๋ ซินป๋อ”  ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน หนึ่งในผู้ที่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสหรัฐเมื่อคืนวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า บรรยากาศในห้องนั้นน่ารื่นรมย์และผ่อนคลายมาก แขกชาวจีนและอเมริกันนั่งด้วยกันและพูดคุยกันตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดีทั้งสอง

“อาหารอร่อย ดนตรีก็ดีิ อู๋ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์อเมริกันศึกษา
มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ในนครเซี่ยงไฮ้ และเคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า พูดตามตรงผมไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้มาหลายปีแล้วในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำจริง ๆ”

จีนเปิดรับ “ธุรกิจสหรัฐ” มากขึ้น

สำหรับในวันแรกสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เวลาในช่วงเช้าวันที่ 14 พ.ค. หารือทวิภาคีกันราวสองชั่วโมงในหลายประเด็น ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน รวมทั้งกรณีไต้หวัน ซึ่งมีความชัดเจนว่าจีนพร้อมเปิดประเทศรับธุรกิจสหรัฐมากขึ้น โดยสี จิ้นผิง ระบุว่า ธุรกิจของสหรัฐมีส่วนอย่างมากในการปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีน  จีนยินดีต้อนรับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันมากขึ้นจากสหรัฐ

ขณะที่ฝ่ายสหรัฐระบุว่า มีการหารือเกี่ยวกับการขยายการเข้าถึงตลาดสำหรับธุรกิจอเมริกันในจีน และการเพิ่มการลงทุนของจีนในอุตสาหกรรมของสหรัฐ

มหาอำนาจหารือสร้างสรรค์

สำหรับประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ ในการหารือจีนไม่มีการกล่าวถึงโดยตรง อย่างไรก็ดีฝ่ายสหรัฐระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าช่องแคบฮอร์มุซต้องยังเปิดอยู่เพื่อสนับสนุนการไหลเวียนของพลังงานอย่างเสรี และสี จิ้นผิง ชี้แจงอย่างชัดเจนถึงการคัดค้านของจีนต่อการเสริมกำลังทางทหารในช่องแคบ และความพยายามใด ๆ ในการเรียกเก็บค่าผ่านทาง

ขณะที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ “สถานการณ์ในตะวันออกกลาง” แถลงการณ์สหรัฐระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าอิหร่านไม่สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้

นอกจากนี้ประธานาธิบดีทั้งสองเน้นถึงความจำเป็นในการต่อยอดความคืบหน้าในการยุติการหลั่งไหลของสารตั้งต้นเฟนทานิล

สำหรับประเด็น “ไต้หวัน”  จีนระบุว่า ไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ หากจัดการอย่างเหมาะสม ความสัมพันธ์ทวิภาคีจะมีเสถียรภาพโดยรวมมิเช่นนั้นทั้งสองประเทศจะเกิดการปะทะและอาจถึงขั้นเกิดความขัดแย้ง ขณะที่แถลงการณ์สหรัฐไม่มีการกล่าวถึง

เดินหน้า Board of Trade

“จามีสัน กรีเออร์” ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) กล่าวถึงความคืบหน้าผลการเยือนจีนปิดท้ายว่า สหรัฐประสบความสำเร็จในการปรับสมดุลการค้ากับจีน บรรลุข้อตกลงสินค้าเกษตรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และส่วนใหญ่เป็นถั่วเหลือง แรร์เอิร์ทกลับมาอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ซึ่งในส่วนชิปเอ็นวิเดีย H 200 จีนจะเป็นผู้กำหนดต่อไป

นอกจากนี้จีนตกลงซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ ในข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นการซื้อเครื่องบินโดยสารที่ผลิตในสหรัฐครั้งแรกของจีนในรอบเกือบสิบปี  รวมถึงการต่อใบอนุญาตผู้ส่งออกเนื้อวัวจากสหรัฐ

นอกจากนี้ “จามีสัน กรีเออร์” ระบุว่า กำลังจัดตั้ง “Board of Trade” (คณะกรรมการการค้า) ร่วมกับจีนเพื่อดูแลการปรับลดภาษีและจัดระเบียบการซื้อขายสินค้ามูลค่าราว 9.7 แสนล้าน    

“ผมไม่คาดว่าประเด็นไต้หวันจะส่งผลกระทบต่อคณะกรรมการการค้า โดยสหรัฐรู้มานานแล้วว่าประเด็นไต้หวันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อจีน และจีนรู้ว่าสำหรับสหรัฐเราสนใจความสำเร็จของธุรกิจและแรงงานชาวอเมริกัน และการสร้างความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน”

คณะผู้แทนที่ร่ำรวยที่สุดเยือน

เซาท์ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า คณะผู้บริหารธุรกิจชาวอเมริกัน 17 คนที่เดินทางมาพร้อมกับประธานาธิบดีสหรัฐถือเป็นคณะผู้แทนที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดที่เคยมาเยือนจีน โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิส่วนบุคคลรวมกันมากกว่าราว 34.7 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณถึงความสนใจอย่างต่อเนื่อง ในตลาดที่มีศักยภาพสูงอย่างจีน แม้ว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีจะตึงเครียดก็ตาม

และการที่มี “เจนเซ่น หวง” ซีอีโอเอ็นวิเดีย (Nvidia) เข้าร่วมคณะผู้แทนในนาทีสุดท้าย ทำให้มีผู้บริหาร 17 คนจากภาคเทคโนโลยี การเงิน การบินและอวกาศ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งแต่ละคนต่างมีส่วนได้ส่วนเสียทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งได้เข้าพบประธานาธิบดีสี ไม่ว่าจะเป็น อีลอน มัสก์ ซีอีโอเทสลา-สเปซเอ็กซ์,  ทิม คุก ประธานกรรมการบริหารแอปเปิล

อนุญาตขายชิปขั้นสูงให้ 10 บริษัทจีน

หลังจากมีการหารือทวิภาคีระหว่างจีนกับสหรัฐ ก็มีรายงานข่าวถึงความคืบหน้าอนุญาตให้เอ็นวิเดียขายชิปให้บริษัทจีนประมาณ 10 แห่ง สามารถซื้อชิปปัญญาประดิษฐ์ ชิป H200  ซึ่งเป็นขีดความสามารถสูงของเอ็นวิเดีย หลังจากที่เคยอนุมัติการซื้อชิปไปก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่มีรายงานการส่งมอบแม้แต่ชิ้นเดียว เนื่องจากทางการจีนไม่อนุญาตให้ซื้อ

แหล่งข่าวกระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า บริษัทจีนราว 10 แห่งดังกล่าว รวมถึงอาลีบาบา (Alibaba) เทนเซ็นต์ (Tencent) และไบต์แดนซ์ (ByteDance) โดยมีฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) และเลอโนโว (Lenovo) ร่วมเป็นผู้แทนจำหน่าย

คริส แม็กไกวร์ นักวิจัยอาวุโสประจำประเทศจีน จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมองของสหรัฐ กล่าวว่า ข้อตกลงใด ๆ ที่อนุญาตให้เอ็นวิเดียสามารถขายชิปให้จีนได้มากขึ้น หมายความว่าบริษัทในสหรัฐจะได้รับชิปเอ็นวิเดียน้อยลง และความเป็นผู้นำด้านเอไอของสหรัฐเหนือจีนก็จะลดลง จึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ทรัมป์ถูกโน้มน้าวให้เห็นแก่ผลประโยชน์ของเอ็นวิเดียมากกว่าประเทศชาติ

สี จิ้นผิงตั้งคำถาม “กับดักธูซิดีดิส”

นอกจากนี้ในการพูดคุยของสองผู้นำ ประธานาธิบดีสี ตั้งคำถามสำคัญในระหว่างการหารือทวิภาคีกับทรัมป์ว่า จีนและสหรัฐจะหลีกเลี่ยง “กับดักธูซิดีดิส” (Thucydides Trap) ได้หรือไม่ 

ทั้งนี้ “กับดักธูซิดีดิส” คือแนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่อธิบายความเสี่ยงของการเกิดสงคราม เมื่อมหาอำนาจใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นคุกคามที่จะแทนที่มหาอำนาจเก่า  จึงเป็นการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ จะหลีกเลี่ยงการแข่งขันไม่ได้

เนื่องจากความตึงเครียดเชิงโครงสร้าง การเติบโตของจีน ทั้งทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหาร ท้าทายอำนาจเหนือกว่าของอเมริกาในฐานะมหาอำนาจโลกมายาวนาน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ต้องการเผชิญหน้ากัน แต่ความเสี่ยงก็คือการแข่งขันจะสร้างแรงกดดันที่ยากจะควบคุม

IMF ยินดี 2 เศรษฐกิจโลกถกสร้างสรรค์

จูลี โคซัค โฆษกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า การพบปะกันระหว่างสี จิ้นผิง และทรัมป์ อาจช่วยบรรเทาความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นได้

“แน่นอนว่าการที่สองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกมีการหารือกันในระดับสูงสุดนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง  จึงยินดียิ่งที่เห็นว่ามีการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ระหว่างสองประเทศ  สิ่งใดก็ตามที่จะช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและลดความไม่แน่นอนย่อมเป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ และแน่นอนว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกด้วย”

บทวิเคราะห์จากเบน คอสตร์เซวา อดีตเจ้าหน้าที่การค้าและทนายความด้านการค้าของสหรัฐ สรุปว่า การประชุมสุดยอดโดยรวมแล้วประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง สถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะตอนนี้เห็นทั้งสองฝ่ายทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมถึงสานผลประโยชน์ร่วมกันด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง