
โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : ทรัมป์เยือนปักกิ่ง กับ นาฏกรรมการทูตจีน-สหรัฐ
การเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในรอบทศวรรษของการทูตระดับผู้นำจีนและสหรัฐ แม้ว่าหน้าฉากจะถูกจัดวางอย่างประณีตผ่านการต้อนรับอย่างสมเกียรติและยิ่งใหญ่ ต่างฝ่ายต่างก็มีโจทย์ใหญ่และระเบียบวาระที่ตนเองต้องการผลักดันเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ
เมื่อพิจารณาจากฝั่งสหรัฐ การเยือนจีนในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่สหรัฐกำลังตกอยู่ในภาวะง่อนแง่นกับการรักษาเก้าอี้รัฐมหาอำนาจนำของโลก สงครามอิหร่านได้กลายเป็นความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐและเป็นสัญญาณเตือนสู่ความจริงว่า ความสามารถของสหรัฐในการกำหนดผลลัพธ์ทางการเมืองได้อย่างชั่วข้ามคืนในเวเนซุเอลานั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้เสมอไป อีกทั้ง ความปั่นป่วนในตะวันออกกลางยังเปรียบเสมือนบูมเมอแรงที่ย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจของสหรัฐเอง ในแง่ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นตลอดจนความผันผวนของตลาด ไปจนถึงกระแสความนิยมของรัฐบาลที่ลดฮวบลง
ยิ่งสงครามอิหร่านยืดเยื้อออกไปนานเท่าใด ภาระที่สหรัฐต้องแบกรับก็ยิ่งหนักหนามากขึ้นเท่านั้น ความจำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้จึงเป็นการยุติความขัดแย้งให้ได้โดยเร็ว จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีอำนาจต่อรองสูง โดยเป็นทั้งหุ้นส่วนทางการทูตที่ใกล้ชิดและเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน ถือเป็นตัวแปรสำคัญในสมการดังกล่าว
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ ข้อมูลชุดแรกที่ทำเนียบขาวเปิดเผยเกี่ยวกับการหารือระหว่างทรัมป์และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ถูกนำเสนอในลักษณะที่เน้นย้ำว่าจีนสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพของ
เส้นทางขนส่งพลังงานโลก โดยระบุว่า สีได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า จีนคัดค้านการทำให้ช่องแคบ
ฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่ทางทหาร หรือความพยายามใดๆ ที่จะเรียกเก็บค่าผ่านทาง ทั้งสองประเทศเห็นพ้องร่วมกันว่า อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์และช่องแคบฮอร์มุซจำเป็นต้องเปิดเสรีเพื่อสนับสนุนการไหลเวียนของห่วงโซ่พลังงาน
ในโอกาสนี้ ทรัมป์ได้นำผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในสหรัฐ ซึ่งรวมถึงเทสลา แอปเปิล เอ็นวิเดียและโกลด์แมน แซคส์ ร่วมคณะเดินทาง โดยระหว่างเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ทรัมป์ระบุผ่านบัญชีโชเซียลส่วนตัวว่า คำขอแรกที่จะยื่นต่อสีในการเยือนครั้งนี้ คือการขอให้จีนเปิดพื้นที่ให้บริษัทสหรัฐเข้าไปแสดงศักยภาพในประเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล มากขึ้น
สหรัฐประกาศความสำเร็จของการเจรจาว่า จีนตกลงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ พร้อมเพิ่มการนำเข้าน้ำมันและสินค้าเกษตร ขณะเดียวกัน ในบริบทที่เทคโนโลยีเป็นหนึ่งในสมรภูมิหลักของการแข่งขัน การที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อยู่ในวงหารือด้วย แสดงให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐในการกำหนดทิศทางห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และเทคโนโลยีของโลก
สำหรับจีนเอง ก็ได้ใช้โอกาสนี้ในการแสดงจุดยืนและสื่อสารกับสหรัฐ โดยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจีนถูกมหาอำนาจเดิมมองว่าเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้จีนต้องเผชิญกับนโยบายสกัดกั้นและจำกัดบทบาทในหลายมิติอย่างต่อเนื่อง ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม สีได้เอ่ยถึงความจำเป็นที่จีนและสหรัฐต้องก้าวข้ามกับดักธูซิดิดีส ไม่ให้ตกหลุมพลางเหมือนกับเอเธนส์และสปาร์ตาในอดีต
พร้อมกับเสนอแนวคิดการอยู่ร่วมกันระหว่างสองประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเวทีระหว่างประเทศ โดยตั้งคำถามว่า จีนและสหรัฐจะสามารถร่วมกันสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจแนวใหม่ได้หรือไม่ จะสามารถเผชิญความท้าทายระดับโลกไปด้วยกัน และสร้างเสถียรภาพให้แก่โลกมากยิ่งขึ้นได้หรือไม่ และจะสามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสให้แก่ความสัมพันธ์ทวิภาคี เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและอนาคตของมวลมนุษยชาติได้หรือไม่ พร้อมย้ำว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐมีลักษณะเกื้อกูลและได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
ในงานเลี้ยงต้อนรับ สีกล่าวถ้อยแถลงด้วยว่า การบรรลุการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีนและการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยให้อีกฝ่ายประสบความสำเร็จและร่วมกันยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาคมโลกโดยรวมได้ บ่งชี้ว่า จีนต้องการให้สหรัฐมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนนโยบายของตน และยุติการดำเนินการกีดกันความเจริญก้าวหน้าของอีกฝ่าย
สำหรับจีน ประเด็นไต้หวันคือหัวใจสำคัญของผลประโยชน์หลักของประเทศ และเป็นเส้นแดงที่ไม่สามารถล่วงล้ำได้ โดยจีนยืนกรานมาโดยตลอดว่า การกระทำใดๆ ที่ล้ำเส้น ยั่วยุ หรือพยายามขัดขวางการรวมชาติ จะต้องเผชิญกับมาตรการตอบโต้อย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ เมื่อสิ้นปี 2025 สหรัฐอนุมัติแพ็กเกจอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมามูลค่ากว่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ไต้หวัน ประธานาธิบดีสีได้ใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจัง
โดยกล่าวว่า การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันคือจุดร่วมที่สำคัญที่สุดระหว่างจีนและสหรัฐ ประเด็นไต้หวันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ หากจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสม ความสัมพันธ์ทวิภาคีโดยรวมก็จะมีเสถียรภาพ แต่หากไม่สามารถจัดการได้ดี ทั้งสองประเทศอาจเกิดการปะทะกันหรือเกิดความขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายแรง และย้ำว่า เอกราชไต้หวันกับสันติภาพข้ามช่องแคบเป็นสิ่งที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ เปรียบเสมือนไฟกับน้ำ
สิ่งที่น่าสนใจในการเยือนจีนของทรัมป์ในครั้งนี้คือศิลปะทางการทูตอันลึกซึ้งของจีน โดยการที่ทรัมป์เดินทางไปเยี่ยมชมหอสักการะฟ้าเทียนถานอาจไม่ได้เป็นเพียงเพราะเขาเคยไปเยือนกู้กงมาแล้วเมื่อปี 2017 ทว่า เทียนถานเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมเพื่อขอพรให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในบริบทการเมืองโลกยุคปัจจุบัน บรรดาพืชผลเหล่านั้นเปรียบเสมือนทรัพยากรด้านฮาร์ดเพาเวอร์และซอฟต์เพาเวอร์ที่จีนและสหรัฐครอบครอง
สาเหตุที่จีนเลือกใช้สถานที่แห่งนี้อาจมีนัยยะเพื่อฉายภาพความปรองดองและเสถียรภาพระหว่างสองมหาอำนาจ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างพญาอินทรีย์และพญามังกรในทุกด้าน ตั้งแต่เอไอไปจนถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ และสอดรับกับแนวคิดจีนโบราณเรื่องอาณัติแห่งสวรรค์ที่เชื่อว่า ผู้ปกครองจะรักษาความชอบธรรมในการปกครองเอาไว้ได้ก็ต่อเมื่อสามารถธำรงความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพของบ้านเมือง เหมือนที่จีนเน้นย้ำต่อประชาคมโลกเสมอมาผ่านแนวคิดโลกหลายขั้วอำนาจ และวิสัยทัศน์ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ
อีกทั้ง รายละเอียดเล็กๆ ในงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสหรัฐสะท้อนความละเอียดอ่อนทางการทูตของจีน บีบีซีรายงานว่า หนึ่งในเมนูที่จัดเลี้ยงคือ Trumpet Pastry ซึ่งเป็นชื่ออาหารที่เล่นคำกับชื่อของทรัมป์ นอกจากนี้ สื่อต่างประเทศยังรายงานถึงเพลย์ลิสต์ที่ใช้เปิดคลอในงาน ซึ่งนอกจากจะมีเพลง Y.M.C.A. ที่เป็นเพลงประจำแคมเปญหาเสียงของทรัมป์แล้วนั้น ยังมีบรรเลงเพลง We are the World และ Can You Feel the Love Tonight ด้วย
นอกจากนั้น ทรัมป์ยังได้ไปเยือน จงหนานไห่ ซึ่งเดิมเคยเป็นสวนหลวงในสมัยจักรพรรดิ และเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของสี รวมถึงสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปัจจุบัน โดยจีนได้ใช้การทูตส่วนตัวต้อนรับทรัมป์ในลักษณะมิตรสหายใกล้ชิด ไปพร้อมกับอาศัยความเข้าใจต่อบุคลิกและสไตล์ของทรัมป์ในฐานะนักธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ส่วนบุคคลและมีความชื่นชอบความพิเศษหรูหราและยิ่งใหญ่
การเปิดพื้นที่เอกซ์คลูซิฟที่ไม่ใช่ผู้นำชาติใดจะสามารถเข้าถึงได้เช่นนี้เป็นการสร้างบรรยากาศว่าจีนและสหรัฐมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ซึ่งจะเอื้ออำนวยต่อการเจรจาในลำดับถัดไปให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง ยังเป็นการฉายภาพความมั่นใจของจีนที่ต้องการให้สหรัฐทราบว่า จีนเป็นมหาอำนาจที่เท่าเทียมและมีเสถียรภาพการเมืองภายในที่มั่นคง
ในจังหวะที่สหรัฐเผชิญกับไฟลนก้นทางการเมืองและการเลือกตั้งกลางเทอมก็ใกล้เข้ามาทุกที่ สหรัฐต้องเร่งดึงจีนเข้ามาคลี่คลายวิกฤตสงครามอิหร่านและหาทางรอดจากคะแนนนิยมที่ตกลงมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนผ่านข้อตกลงการค้า ส่วนฝั่งจีนก็ได้ใช้โอกาสนี้ส่งสาส์นถึงวอชิงตันให้หยุดขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศ พร้อมทิ้งใบเหลืองเตือนกรณีไต้หวันด้วย




