เคยสงสัยกันไหมว่า แบรนด์ที่เอาของมาขายใน ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ มีวิธีบริหารจัดการอย่างไร?

หากใครเคยดูภาพยนตร์ ‘ท็อป ซีเคร็ต วัยรุ่นพันล้าน’ คงรู้ดีว่า การจะเอาสินค้าไปขายในเซเว่นฯ โดยเฉพาะอาหาร มันท้าทายขนาดไหน
แน่นอนว่ามันยาก แต่ก็มีผู้ประกอบการมากมายที่ประสบความสำเร็จ เช่น ‘แม่ซู่กี๊ ขนมไทย’ แบรนด์ขนมที่มีสินค้าวางจำหน่ายในเซเว่นฯ ถึง 12 รายการ อาทิ กล้วยปิ้ง กล้วยปิ้งน้ำตาลมะพร้าว เต้าส่วนทรงเครื่อง มันทิพย์ปิ้ง ขนมตาล กล้วยแดงเชื่อม โมจิหยดน้ำ และตะโก้ข้าวโพด
ตอนแรกเสนอขายบิงซู แต่สุดท้ายได้ขายกล้วยบวชชีที่กลายเป็นตำนานต่อมา

จุดเริ่มต้นในการวางขายสินค้าในเซเว่นฯ เกิดขึ้นในปี 2011 โดย ‘ก้อง-ก้องปพัฒน์ เรืองจินดาชัยกิจ’ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ เอช แอนด์ สโนว์ กรุ๊ป จำกัด หรือ แม่ซู่กี๊ ขนมไทย เล่าว่า เดิมที บริษัทตัดสินใจนำบิงซูไปขายในร้านสะดวกซื้อ ไม่ใช่ขนมไทย
ทั้งนี้ ณ ตอนนั้น ช่องทางจัดจำหน่ายของเซเว่นฯ ยังไม่รองรับการขายบิงซู ส่งผลให้ต้องพับโปรเจกต์ไป แต่ผ่านไปสักพัก ทางร้านสะดวกซื้อก็ผุดไอเดียอยากส่งเสริมขนมไทยขึ้นมา จึงกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ทำให้ แม่ซู่กี๊ ขนมไทยลองพัฒนา ‘กล้วยบวชชี’
‘ก้อง’ เผยว่า บริษัทใช้เวลาพัฒนาสูตรนานถึง 1 ปี รวมถึงต้องปรับปรุงโครงสร้าง กระบวนการการผลิต และระบบคุมคุณภาพใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ผ่านการประเมิน จนสามารถนำกล้วยบวชชีไปวางขายในเซเว่นฯ ได้
สุดท้าย กล้วยบวชชีจึงกลายเป็นสินค้าแรกของ แม่ซู่กี๊ ขนมไทยที่ได้วางขายในเซเว่นฯ ซึ่งกลายเป็นเมนูที่ลูกค้าเรียกร้องให้กลับมาจำหน่ายจนถึงวันนี้ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเติบโตในเวลาต่อมา
ใช้กล้วย 48 ตันต่อเดือน จาก 5 จังหวัดทั่วไทย

ปัจจุบัน รายได้บริษัท เจ เอช แอนด์ สโนว์ กรุ๊ป จำกัด ยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดย
- 2021: 190 ล้านบาท
- 2022: 260 ล้านบาท
- 2023: 272 ล้านบาท
- 2024: 383 ล้านบาท
- 2025: 416 ล้านบาท
ส่วนหนึ่งที่ขายดีขนาดนี้ ก็มาจากการรู้จักบริหารจัดการวัตถุดิบ โดยเฉพาะ ‘กล้วยน้ำว้า’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของสินค้าหลายรายการ จน แม่ซู่กี๊ ขนมไทยต้องไปรับซื้อจากเกษตรกรมากถึง 48 ตันต่อเดือน
แม่ซู่กี๊ ขนมไทยเลือกรับซื้อกล้วยน้ำว้าจากแหล่งเพาะปลูกในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม เพชรบุรี และสุพรรณบุรี เพราะมีสภาพดินกับภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลผลิตเนื้อแน่น หอม มีรสชาติหวานตามธรรมชาติ
แบรนด์เผยว่า แม้ต้องทำงานร่วมกับเกษตรกรในหลายจังหวัด แต่ก็ยังสามารถคุมคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ พร้อมสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชน
“เราเริ่มต้นจากการทำให้ต้นน้ำเราแข็งแรงก่อน ทั้งการรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง หากปริมาณไม่พอ จึงจะขยายแหล่งจัดหาสู่จังหวัดอื่นๆ ซึ่งปัจจุบัน เรามีเครือข่ายคู่ค้าทั่วประเทศ และเกษตรกรบางรายส่งวัตถุดิบให้เราต่อเนื่องถึง 10 ปี” ก้องกล่าว
สินค้าต้องอร่อยและสะดวกต่อผู้บริโภคด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ แม่ซู่กี๊ ขนมไทย ก็เพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่ในเซเว่นฯ ไป ซึ่งคือไข่มุกพุดดิ้งโอวัลติน และพุดดิ้งโอวัลตินครั้นชี่
จุดเริ่มต้นของการพัฒนาสินค้าใหม่นี้ มาจากการมองหาพาร์ทเนอร์ที่มีความนิยมและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งทางบริษัทก็นึกถึง ‘โอวัลติน’ เพราะเป็นแบรนด์ที่ครองใจคนทุกวัย
ก้องเผยว่า หลังจากวางขายสองเมนูใหม่ไปไม่นาน ก็ได้ผลตอบรับที่ดีมากในทันที เนื่องจากขนมมีรสชาติเข้มข้นและแปลกใหม่ ซึ่งมาจากเบื้องหลังมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด
นอกจากรสชาติขนมแล้ว แพ็กเกจจิงและวิธีรับประทานก็ต้องสะดวกเช่นกัน โดยก้องมองว่า “สำหรับเรา บรรจุภัณฑ์ไม่ได้มีหน้าที่แค่ห่อสินค้า แต่เป็นตัวกลางที่เชื่อมระหว่างคุณภาพสินค้าไปสู่ประสบการณ์ของผู้บริโภคอย่างครบถ้วน”
ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่แปลกเลยที่ แม่ซู่กี๊ ขนมไทยจะสามารถยืนอยู่เคียงคู่คนไทยมานานกว่า 10 ปี ซึ่งบทความหน้า Brand Inside จะพาไปรู้จักความสำเร็จของแบรนด์ไทยเจ้าไหนอีก รอติดตามได้เลย
ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




