
ท่ามกลางความสำเร็จในการเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งวัดจากการแสดงถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน อย่างเห็นได้ชัด ในระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค.ที่ผ่านมา จีนและสหรัฐบรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์
หนึ่งในนั้นคือการจัดตั้งสถาบันใหม่ 2 แห่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี ได้แก่ คณะกรรมการการค้าสหรัฐ-จีน (Board of Trade) และคณะกรรมการการลงทุนสหรัฐ-จีน (Board of Investment) สะท้อนถึงการทำงานร่วมกัน ท่ามกลางความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า ข้อตกลงซื้อสินค้าเกษตรต่างๆ จากจีนนั้นน้อยกว่าที่คาด อาจเป็นผลจากการปฏิเสธขยายข้อตกลงสงบศึกการค้าจากฝ่ายสหรัฐ
เอกสารทำเนียบขาวเผยแพร่บนเว็บไซต์ www.whitehouse.gov เมื่อ 17 พ.ค. 2026 ระบุว่า การจัดตั้งคณะกรรมการการค้าและการลงทุนสหรัฐ-จีนเกิดขึ้นในฐานะที่เป็นรากฐานสำคัญของข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ ตามคำสั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่เห็นพ้องต้องกันตามกรอบความสัมพันธ์ใหม่ที่มีชื่อว่า ความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์
กระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศสามารถหาทางออกให้กับปัญหาต่าง ๆ ได้ ผ่านการเจรจาและความร่วมมือ
คณะกรรมการการค้าจะช่วยให้รัฐบาลสหรัฐ และรัฐบาลจีนสามารถบริหารจัดการการค้าทวิภาคีในสินค้าที่ไม่อ่อนไหวได้ ในขณะที่คณะกรรมการการลงทุนจะจัดให้มีเวทีระหว่างรัฐบาลเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
“ประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีเห็นพ้องต้องกันว่าสหรัฐและจีนควรสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน” ทำเนียบขาวกล่าว และระบุอีกว่า ทั้งสองประเทศบรรลุฉันทามติในหลายประเด็นที่จะเสริมสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นสำหรับธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลก
จีนกล่าวว่าตกลงกับสหรัฐในการจัดตั้งคณะกรรมการการลงทุนเพื่อพิจารณาการลงทุนของจีนในสหรัฐ และจัดตั้งคณะกรรมการการค้าทวิภาคีเพื่อหารือเกี่ยวกับภาษีศุลกากร
คำถามคือสินค้าใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบจากคณะกรรมการดังกล่าว สินค้าเหล่านั้นอยู่นอกเหนือการสอบสวนตามมาตรา 301 ที่ฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่หรือไม่
จามีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุว่า คณะกรรมการการค้า คือวิธีการจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและจีน สองเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแตกต่างกัน และมุ่งเน้นไปที่การค้าสินค้าที่ไม่อ่อนไหว ในขณะที่สินค้าอ่อนไหว คือสินค้าไฮเทคโนโลยีที่สุด รวมถึงสิ่งที่สามารถนำไปใช้ในทางการทหาร ซึ่งเป็นประเด็นด้านความมั่นคงของชาติ
ผู้แทนการค้าสหรัฐประมาณสินค้าตามกรอบคณะกรรมการการค้ามูลค่าราว 9.7 แสนล้านบาท
สำหรับสินค้าที่อาจขึ้นภาษีตามอำนาจมาตรา 301 ตนไม่สามารถให้คำตอบได้เนื่องจากอยู่ระหว่างสอบสวน
ดังนั้น คณะกรรมการการค้า คือการหารือเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เช่น ยอดขายสินค้าเกษตรให้แก่จีน สินค้าพลังงาน เครื่องบินโบอิ้ง อุปกรณ์ทางการแพทย์ ประเภทของสินค้าที่สหรัฐต้องการนำเข้าจากจีน มีหลายอย่าง อาจเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าเทคโนโลยีต่ำ และอื่นๆ ดังนั้นสหรัฐจึงพิจารณาในด้านต่างๆ ที่ควรทำการค้าขายด้วย
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวในรายการ CNBC เมื่อ15 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า แนวคิดหนึ่งคือให้แต่ละประเทศลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ไม่สำคัญและสินค้าที่สหรัฐไม่ได้พยายามนำกลับมาผลิตในประเทศ
ผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการประนีประนอมอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการได้ประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ให้ความสำคัญกับการค้าที่ไม่อ่อนไหว เพราะการค้าแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีการประนีประนอม แต่เป็นการทำงานร่วมกัน
“พูดคุยกันถึงสิ่งที่จีนต้องการ สิ่งที่สหรัฐต้องการขาย และสิ่งที่สหรัฐต้องการจากจีน เราจึงเห็นผลลัพธ์แล้ว เช่น จีนต่ออายุใบอนุญาตโรงงานแปรรูปเนื้อวัวที่หมดอายุ จีนกลับมารับรองโรงงานแปรรูปสัตว์ปีกอีกครั้ง และร่วมมือกับสหรัฐในเรื่องที่เข้าข่ายลักษณะทางชีวเทคโนโลยี เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมสามารถส่งไปยังประเทศจีนได้โดยไม่มีปัญหา” กรีเออร์กล่าว
ทำเนียบขาวระบุว่า ข้อตกลงทางการค้าหลายรายการ รวมถึงการที่จีนตกลงที่จะซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ และให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐอย่างน้อย 17,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 5 แสนล้านบาทต่อปี เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งตรงกับช่วงสิ้นสุดวาระประธานาธิบดีของทรัมป์ นอกจากนี้ จีนยังตกลงที่จะฟื้นฟูการเข้าถึงตลาดสำหรับเนื้อวัวอเมริกันโดยการยกเลิกข้อจำกัด
เอกสารข้อเท็จจริงระบุอีกว่า จีนตกลงที่จะแก้ไขข้อกังวลของสหรัฐเกี่ยวกับการขาดแคลนห่วงโซ่อุปทานของแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญ รวมถึงอิตเทรียม สแกนเดียม นีโอไดเมียม และอินเดียม และปักกิ่งจะตอบสนองต่อประเด็นที่สหรัฐยกขึ้นมาเกี่ยวกับการห้ามหรือข้อจำกัดในการขายอุปกรณ์และเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปแร่หายาก กระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดเมื่อ 16 พ.ค. ว่า ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งคณะกรรมการการลงทุนและการค้าเพื่อหารือเกี่ยวกับ “ข้อกังวลของแต่ละฝ่าย” และ “ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลดภาษี”
ในส่วนของการลงทุน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment) มีบทบาทหลักในการหารือประเด็นสำคัญๆ ในนโยบายการลงทุนระหว่างสหรัฐ และจีน ไม่ใช่โครงการลงทุนโดยตรง แต่เป็นเหมือน “นักดับเพลิง” ที่คอยแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสองประเทศ
ดังนั้น สหรัฐและจีนได้ลงนามในคณะกรรมการเหล่านี้เพื่อส่งเสริม ‘เสถียรภาพ’ ท่ามกลางความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ประเทศทั้งสองตกลงที่จะพิจารณาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในแต่ละตลาด รวมถึงอาหารทะเลและผลิตภัณฑ์นมจากจีน และเนื้อวัวและสัตว์ปีกจากสหรัฐโดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายยังคงเจรจารายละเอียดของแต่ละข้อตกลงอยู่
อย่างไรก็ดี ในขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ได้บรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ นายคริสโตเฟอร์ จอห์นสัน อดีตนักวิเคราะห์จีนระดับสูงของสำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐ (ซีไอเอ) กล่าวว่า รายละเอียดในแต่ละกลุ่มการซื้อสะท้อนให้เห็นถึง “สิ่งที่ธรรมดามากขึ้นไปอีก”
ความเห็นของนักวิเคราะห์รายนี้ที่ต้องการสื่อความหมายว่า ไม่ใช่ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์อันใดเลย ซึ่งสวนทางกับทำเนียบขาวที่ยกย่องข้อตกลง
“การซื้อเครื่องบินโบอิ้งนั้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายร้อยลำ การซื้อสินค้าเกษตรนั้นเพิ่มขึ้นทีละน้อยและไม่ชัดเจน และการขายพลังงานที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐกล่าวถึงก่อนหน้าการประชุมนั้น กลับไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลย (ในเอกสารทำเนียบขาว)” จอห์นสัน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์จีน (China Strategies Group) บริษัทที่ปรึกษากล่าว
“ผลลัพธ์การซื้อที่น้อยนิดเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า ทีมของทรัมป์ให้ความสำคัญกับการปฏิเสธการขยายเวลาสงบศึกการค้าที่นครปูซานของสี จิ้นผิง ซึ่งทรัมป์ปรารถนาเพื่อกดดันให้จีนจัดหาแร่หายากให้สหรัฐอย่างต่อเนื่อง” จอห์นสันกล่าวเสริม
จอห์นสันทิ้งท้ายว่า เมื่อทรัมป์และสี จิ้นผิง พบกันในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว พวกเขาตกลงสงบศึกในสงครามการค้าเป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่ง จีนได้ผลักดันให้ขยายการหยุดยิงออกไปจนถึงสิ้นสุดวาระของทรัมป์ แต่สหรัฐไม่ต้องการข้อผูกมัดที่ยาวนานขนาดนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอำนาจต่อรอง
อ้างอิง :
• CBS News
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




