
จากกรณีที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1/2026 ของไทย ซึ่งเติบโต 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเปิดเผยเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา
“ประชาชาติธุรกิจ” พาสำรวจว่า GDP ของไทยที่เติบโตขึ้น อยู่ในจุดไหน เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า เศรษฐกิจของไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในไตรมาสแรกของปี อยู่ที่ 2.8% สูงกว่าที่รอยเตอร์ (Reuters) คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การขยายตัวของ GDP ไทยในไตรมาสแรกซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ ส่วนใหญ่เกิดจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น การส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายของภาครัฐ
ภาคส่งออกสินค้า ขยายตัว 15.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นจาก 8.7% ในไตรมาสที่ 4/2025 ทั้งนี้ การส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทสำคัญ ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรลดลง
ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนหลักของประเทศ ได้รับผลกระทบจากการขนส่งทางอากาศที่หยุดชะงักและราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 2.4% เหลือ 9.3 ล้านคน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เพื่อเป็นการตอบสนองต่อเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยออกพระราชกฤษฎีกาฉุกเฉิน (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูงและให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า รัฐบาลไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ในการสนับสนุนเศรษฐกิจที่กำลังสูญเสียโมเมนตัมอยู่แล้วก่อนเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งล่าสุด
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ยูเบน ปาราคูเอลส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อาเซียนของโนมูระ โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า ข้อมูลการเติบโตในไตรมาสแรกนี้ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลงอย่างมาก
ปาราคูเอลส์กล่าวอ้างอิงถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า ในมุมมองของตน มาตรการทางการคลังจาก พ.ร.ก. กู้ฉุกเฉินจะช่วยชดเชยเศรษฐกิจไทยได้บ้าง ดังนั้นจึงเป็นมาตรการที่มีความเหมาะสม
“อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการให้ความช่วยเหลือระยะสั้นแก่ครัวเรือนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีงบดุลที่อ่อนแออยู่แล้ว จึงไม่น่าจะช่วยพลิกฟื้นการเติบโตได้อย่างยั่งยืน” ปาราคูเอลส์กล่าว
ด้านฟิลิปินส์ มีตัวเลข GDP ไตรมาสแรกค่อนข้างซบเซา โดยเติบโตเพียง 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ลดลงจาก 3% ในไตรมาสที่ 4/2025
สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชีย และอาจส่งผลกระทบต่อฟิลิปปินส์มากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 98% ทำให้อัตราเงินเฟ้อรายเดือนของประเทศพุ่งสูงขึ้น จาก 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็น 4.1% ในเดือนมีนาคม และ 7.2% ในเดือนเมษายน
เวียดนาม GDP ไตรมาสแรก เติบโต 7.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 7.07% นับเป็นอัตราการเติบโตที่น่าประทับใจและกระจายอย่างเท่าเทียมกันในทุกภาคเศรษฐกิจ แต่ชะลอตัวจาก 8.5% ในไตรมาส 4/2025
ภาคบริการมีส่วนสนับสนุนมากที่สุด มีอัตราการเติบโต 8.18% จากดีมานด์ของผู้บริโภคในช่วงวันหยุดตรุษจีนและการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ภาคส่วนสำคัญฟื้นตัว เช่น การค้าส่งและค้าปลีก การขนส่งและคลังสินค้า และบริการทางการเงิน การธนาคาร
มาเลเซีย มีอัตราการเติบโตไตรมาส 1/2026 ที่ 5.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า ชะลอตัวจากตัวเลขปรับปรุงของไตรมาสที่ 4/2025 ซึ่งอยู่ที่ 6.2% แต่สูงกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นของรัฐบาลที่ 5.3%
ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย กล่าวว่า สงครามอิหร่านเริ่มส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของมาเลเซีย ผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นและความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง พร้อมเตือนถึงการชะลอตัวของกิจกรรมทั่วโลก โดยการบริโภคภาคเอกชนซึ่งคิดเป็น 60% ของ GDP อยู่ที่ 4.7% เมื่อเทียบกับ 5.6% ในไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 7.8% ลดลงจาก 9.2% ในไตรมาสก่อนหน้า
สิงคโปร์ เปิดเผยตัวเลข GDP เบื้องต้นที่ 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า ชะลอตัวลงจาก 5.7% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 และต่ำกว่าที่รอยเตอร์คาดการณ์ไว้ที่ 5.9%
ภาคการผลิต ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการส่งออก เติบโต 5.0% ลดลงจาก 11.4% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้แรงขับเคลื่อนจากกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมขนส่ง และวิศวกรรมความแม่นยำ อีกทั้ง ได้รับการชดเชยบางส่วนจากการเร่งตัวขึ้นของอุตสาหกรรมการก่อสร้างทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งเติบโต 9.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้นจาก 4.6% ในไตรมาสก่อนหน้า
ขณะที่ อินโดนีเซีย มีอัตราการเติบโตไตรมาสที่ 1/2026 เพิ่มขึ้นเป็น 5.6% จาก 5.4% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคครัวเรือน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 54% ของเศรษฐกิจทั้งหมด เติบโต 5.52% และการใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นมากถึง 21.8%
ปัจจัยตามฤดูกาล รวมถึงวันหยุดทางศาสนา การเดินทางด้วยรถสาธารณะที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบริโภคภาคครัวเรือนเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ เทศกาลอีดิลฟิตรี ซึ่งเป็นวันหยุดสิ้นสุดเดือนรอมฎอนที่ชาวมุสลิมจำนวนมากเดินทางกลับบ้านเกิด ตรงกับไตรมาสแรกของปีนี้ ขณะที่ปีที่แล้วตรงกับไตรมาสที่สอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




