เรย์ ดาลิโอ : ตามรอยเงินสด และโลกใน ‘ระบบบรรณาการจีน’

มหาเศรษฐีนักลงทุนโลก ถอดรหัสระเบียบโลกใหม่ ยุคระบบบรรณาการจีน และแนวทางจัดพอร์ตสู้ภัยสงคราม

“ดูเหมือนว่ายังอีกยาวไกลกว่าจะจบลง” คือมุมมองของ เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) ผู้ก่อตั้ง Bridgewater ต่อสถานการณ์สงครามในอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ ผ่านรายการสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์ก แม้สถานการณ์จะยืดเยื้อ แต่จวบจนถึงตอนนี้ มันยังไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหนี้และตลาดทุนมากนัก

ตลอดอาชีพนักลงทุนระยะยาวที่ฝ่าฟันวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์มานับครั้งไม่ถ้วน ดาลิโอได้ให้คำแนะนำสั้น ๆ แต่เฉียบคมในสภาวะเช่นนี้ว่า “ให้ตามรอยเงินสดไป (Follow the cash)” เพื่อมองภาพใหญ่ให้ออก

“ตามรอยเงินสด” ซื้อขายบนอนาคต ไม่ใช่อารมณ์

ดาลิโออธิบายว่า เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ปฏิกิริยาแรกของคนคือความกลัวและคิดว่าสงครามคือสิ่งเลวร้าย จนนำไปสู่การเทขายในตลาดช่วงแรก

“สงครามมันแย่จริง ๆ แต่ความเป็นจริงแล้ว ตลาดหุ้นซื้อขายกันบน มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต ดังนั้น ถ้าคุณอยากรู้ความจริง ให้ตามรอยเงินสดไป”

Advertisement

ความผันผวนมักจะเกิดขึ้นก่อนที่บริษัทต่าง ๆ จะรายงานผลประกอบการ แต่พอตัวเลขกำไรที่แท้จริงประกาศออกมาและเติบโตได้ดี ตลาดก็จะฟื้นตัวกลับมา เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนคือการยอมจ่ายเงินก้อนหนึ่งในวันนี้ เพื่อแลกกับกระแสเงินสดที่จะไหลเข้ามาในอนาคต

สัจธรรมประวัติศาสตร์ ชนะแบกหนี้ แพ้ล่มสลาย “เป็นกลาง” รวยสุด

เมื่อมองเกมยาวว่าสงครามจะขับเคลื่อนระเบียบโลกไปทางไหน ดาลิโอให้ย้อนดูประวัติศาสตร์นับตั้งแต่เหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึ่งสัจธรรมของสงครามจะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

Advertisememt
  1. ผู้แพ้ จะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น และบีบให้เกิดการล้างไพ่เพื่อเปลี่ยนระเบียบใหม่ทั้งหมด ทั้งการเมือง การเงิน และความมั่นคง
  2. ผู้ชนะ แม้จะชนะแต่ต้องเผชิญกับบาดแผลทางเศรษฐกิจ แบกรับต้นทุนมหาศาลและภาระหนี้สินสินล้นพ้นตัว เหมือนเช่นจักรวรรดิอังกฤษในอดีต
  3. ประเทศที่เป็นกลาง กลุ่มที่ลงเอยด้วยการทำผลงานได้ดีที่สุดและมั่งคั่งที่สุด เพราะสามารถตักตวงกำไรทางเศรษฐกิจได้ในระหว่างที่คนอื่นรบกัน เหมือนที่ สหรัฐเคยทำเงินได้อย่างมหาศาลในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ในช่วงที่ตัวเองยังเป็นกลางและยังไม่ได้เข้าร่วมรบเต็มตัว ส่งผลให้สหรัฐฯ สามารถสะสมทองคำสำรองจากทั่วโลกมาไว้ที่ตัวเองได้มากที่สุด จนกลายเป็นมหาอำนาจหลังสงคราม

โลกกังขาในอำนาจสหรัฐฯ สู่ “ระบบบรรณาการจีน”

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน โลกกำลังตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ มีขีดความสามารถในการชนะสงครามครั้งนี้จริงหรือไม่? ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาราคาน้ำมันและค่าครองชีพของคนในประเทศ

ความคลุมเครือนี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อระบบพันธมิตร ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพอยู่ประมาณ 750 แห่งในราว 80 ประเทศทั่วโลก ภายใต้สมมติฐานเดิมที่ว่าสหรัฐฯ จะมาปกป้อง แต่ตอนนี้มุมมองของผู้นำทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย เริ่มเปลี่ยนไป

พวกเขาเริ่มมองว่าสหรัฐฯ อาจไม่ใช่ที่พึ่งพา ภาพของผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่ตบเท้าเข้าหาปักกิ่ง จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “ระบบบรรณาการ” ยุคใหม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค ระบุว่า ระบบบรรณาการที่ว่านี้ ไม่ใช่การใช้กำลังทหารกดขี่หรือควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ แต่เป็นระบบที่ยอมรับสัจธรรมของความแตกต่างทางอำนาจ มันคือการบริหารความสัมพันธ์อย่างกลมกลืน โดยอิงจากผู้ที่ถือกระเป๋าเงินใบใหญ่กว่าในเชิงเศรษฐกิจ

หากดูที่ “ปริมาณเงิน” และกระแสเงินสดที่แท้จริง จะพบว่ากลุ่มทุนจีน ทำเงินมหาศาลจากรายได้การส่งออกและการสะสมสินทรัพย์ทางการเงิน ยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ และเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้ง AI และหุ่นยนต์

ดาลิโอเชื่อว่าหลังจากนี้เราจะได้เห็นการเร่งใช้ เงินหยวน ในเวทีโลกสำหรับการทำธุรกรรมอย่างรวดเร็ว และจะไม่มีใครสามารถข่มขู่หรือบีบบังคับจีนในเชิงเศรษฐกิจได้อีกต่อไป

พอร์ตเกมยาว “กระจายความเสี่ยง-ถือทองคำ”

ดาลิโอเตือนสติว่า การลงทุนไม่ใช่แค่การทำเงินให้ได้มากที่สุด แต่คือการปกป้องชีวิตและความมั่งคั่งทั้งหมดท่ามกลางโลกที่ผันผวน

เขาบอกว่า ให้ระวังฟองสบู่เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเทคโนโลยีที่มหัศจรรย์และปฏิวัติโลกได้จริง แต่ประวัติศาสตร์บอกเราเสมอว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกมักจะตามมาด้วย “ฟองสบู่” เสมอ

ขณะเดียวกันในโลกที่เปลี่ยนผ่านเร็วและมีความไม่แน่นอนสูง การถือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงจะช่วยให้พอร์ตปลอดภัย และต้องมี “ทองคำ” ติดพอร์ต ในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองเหมือนเงินตรา เพราะในเวลานี้ระบบเงินตราดั้งเดิมกำลังถูกตั้งคำถามและเผชิญความเสี่ยงเรื่องมูลค่า

ผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เน้นย้ำว่า ให้จัดพอร์ตระยะยาว คนธรรมดาทั่วไปไม่ควรเล่นสั้น คอยซื้อ ๆ ขาย ๆ หรือคอยจับจังหวะตลาดตามคำพูดของใคร แต่ควรจัดสัดส่วนสินทรัพย์ระยะยาวที่สมดุลเอาไว้ให้มั่นคง เพื่อสร้างอัตราส่วนระหว่างผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ดีที่สุดในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง