
สถานีคิดเลขที่12 : พาพ้นแดนอันตราย?
จริงๆ คงไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) เท่านั้นที่เป็นแดนอันตราย
น่าจะกระจายไปทั้งประเทศ จนอาจเหมารวมในทาง “ร้าย” หน่อยก็ได้ว่าไทยคือประเทศที่อันตราย
แต่พอดีโศกนาฏกรรมใหญ่ (อีกครั้ง และคงมีอีก) รถไฟชนรถเมล์ เกิดขึ้นกลาง กทม.
ประกอบกับตอนนี้ การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.กำลังจะมีขึ้น
ดังนั้นผู้สมัครทั้งอิสระและสังกัดพรรค คงหยิบประเด็นแก้ปัญหา “เมืองอันตราย” มาเป็นหนึ่งในแคมเปญหาเสียงสำคัญ
ซึ่งก็เป็นเรื่องดี ในแง่ช่วยกระตุ้นการตื่นตัว และรู้สึกร่วม “สาธารณะ” ที่จะหาทางแก้ไขนานาอันตรายที่จ่อคอเราอยู่
แต่ว่าที่จริง ผู้ว่าฯกทม.ที่ถึงจะมาจากการเลือกตั้ง กระนั้นมีอำนาจที่จะแก้ไข “อันตราย” ต่างๆ นั้นมีขอบเขตจำกัด
สิ่งที่หาเสียงไว้ใหญ่โต อาจจะทำอะไรมากไม่ได้
และต้องทำคู่ขนานไปกับรัฐบาล ที่กำกับดูแลกระทรวง ทบวง กรม
ซึ่งตอนนี้ ดูเหมือนนายกรัฐมนตรีที่เข้ามาบริหารงานเกือบ 3 เดือน ก็พยายามโชว์ “สิ่งที่ต้องทำ” หลายอย่าง เพื่อลดภาวะ “อันตราย” นั้น
แน่นอนว่าไม่เพียงการล้อมคอกไม่ให้ “อุบัติภัย” ทั้งที่เป็นภัยธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์ เกิดขึ้นเท่านั้น
อันตรายของประเทศ ที่มาจากภัยอื่นๆ ก็ต้องรีบแก้
ซึ่งก็ต้อง “อวย” หน่อย ว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลกำลังทำนั้นน่าสนับสนุน
อย่างความเข้มงวดเรื่อง “วีซ่า” ที่ในวันนี้ ยอมรับกันแล้วว่าการคาดหวังที่จะกวาดเงินจากต่างชาติผ่านภาคการท่องเที่ยวโดยเปิดฟรีทุกอย่างไม่ใช่เรื่องถูกต้อง
ปัญหาต่างชาติที่ใช้ช่องโหว่จากการเปิดกว้างดังกล่าวเข้ามาทำธุรกิจสีดำ ก่ออาชญากรรม เรื่อยไปจนถึงยึดครองภาคเศรษฐกิจ สร้างนอมินีทำมาหากินและลงหลักปักฐานเบียดบังทรัพยากรของคนไทย จนเริ่มเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ
จำเป็นต้องสังคายนากันครั้งใหญ่
ที่นายกฯลงไปภูเก็ต พังงา หรือจังหวัดท่องเที่ยว อาจกระตุ้นให้ตื่นตัวเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ระดับหนึ่ง
แต่การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คงต้องลงลึกและเอาจริงเอาจังมากกว่านี้หลายสิบเท่า
เพราะมันพัวพันกันไปในทุกองคาพยพ
รวมถึงการทุจริต คอร์รัปชั่นด้วย การที่ต่างชาติสามารถแผ่ขยายลงลึกถึงขนาดลงหลักปักฐาน และมีเอกสารสำคัญของทางราชการทั้งจริงทั้งปลอมได้ ล้วนอาศัยคนของรัฐ ช่วยเหลือโดยทุจริต ตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่บ้านไปถึงกระทรวง
จำเป็นต้องสะสางกันยกใหญ่ และคงต้องอาศัยความร่วมมือกันทุกฝ่าย
แต่ก็อย่างที่แลเห็น เมื่อคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กล้าที่จะระบุชื่อ 10 หน่วยงานที่มีทุจริตมากออกมาให้สังคมได้พิจารณา
ปฏิกิริยาแรกๆ ของนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่ถูกพาดพิง ชวนให้เกิดคำถาม ด้วยถูกมองว่ามีท่าที ส่อในเชิง “ไม่เห็นพ้อง”
ทั้งที่ควรเปิดกว้าง รับฟัง และแสวงหาจุดร่วมมากกว่านี้
ซึ่งก็ยังดีที่นายกฯออกมาแก้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต” ขึ้นมาเพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหา
แม้จะมีเสียงวิจารณ์อีกว่าตั้ง “กรรมการ” อีกแล้ว แต่ก็หวังว่านายกฯจะทำให้คณะกรรมการมีผลงานที่จับต้องได้
และเดินหน้า ลดภาวะ “แดนอันตราย” อื่นลงในทุกด้าน
รวมถึงงานใหญ่อย่าง การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ตามประชามติของประชาชน
ซึ่งหากทำออกมาได้ดีประเทศจะลด “อันตราย” ลงได้อีกมาก
แต่คำถามเดิม ก็วนเวียนกลับมาอีกนั่นแหละ
นายกฯ พรรคภูมิใจไทย และฝ่ายสนับสนุน รัฐบาลทั้งหลาย
จะแปร “วาทกรรม” ไปสู่การกระทำที่นำพาประเทศพ้นจากกับดัก แดนอันตรายทั้งหลายทั้งปวง นั้นได้จริงๆ อย่างไร
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร




