
บทความโดย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin)
สหภาพยุโรปยังคงทำร้ายตัวเอง
การที่สหภาพยุโรปออกมาประกาศมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 20 นั้น อยากตั้งคำถามแบบมีเหตุผลว่า แล้วมันส่งผลอย่างไร แล้วใครเป็นคนที่ต้องแบกรับต้นทุนดังกล่าวในท้ายที่สุด
การคว่ำบาตรที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ตามกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องได้รับมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเท่านั้น มาตรการอื่นๆ ถือว่าเป็นการกระทำเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีสถานะในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การแสดงออกของสหภาพยุโรปนั้น คือการสร้างแรงกดดันทางการเมืองและก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมมากกว่ากลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับ
ฝ่ายยุโรปต้องการให้การคว่ำบาตรให้กลายเป็นเครื่องมือในการทำลายเศรษฐกิจของรัสเซีย แต่ในทางตรงกันข้ามมาตรการนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศต่างๆ ในยุโรปเอง
มาตรการเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบไม่ดีต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีมานานแล้ว ประเทศบางประเทศเคยผลักดันการคว่ำบาตรด้วยเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์นั้นต่างได้รับผลกระทบจากแนวทางนี้ จากการประเมินโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) การเติบโตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในปี 2025 นั้นจะเติบโตไม่เกิน 1.7% และในปี 2026 คาดว่าไม่เกิน 1.8% และประเทศในกลุ่มยุโรป ตัวเลขยิ่งต่ำลง โดยอยู่ที่ 1.4% ในปี 2025 และ 1.3% ในปี 2026 นอกจากนั้น เรายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอื่นๆ อีก เช่น ผลจากการปฏิบัติการของสหรัฐกับอิสราเอลต่อประเทศอิหร่าน รวมถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ประเทศในยุโรปกำลังเผชิญกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2022-2025 จากผลกระทบซ้อนจากการดำเนินนโยบายคว่ำบาตรต่อประเทศรัสเซียอยู่ที่ 1-1.6 ล้านล้านยูโร เป็นผลกระทบโดยตรง และกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปในระยะยาว
ผลกระทบทางอ้อมนั้นเกิดกับตัวเลขของ GDP ของยุโรปเองที่ลดลง และจะยังคงส่งผลต่อสหภาพยุโรปไปอีกนาน มีผลต่อศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอง
เราได้เห็นตัวอย่างจากประเทศเยอรมนี ที่เศรษฐกิจในปี 2025 เติบโตเพียง 0.2% และคาดว่าจะฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยในปี 2026 ที่ 1.1% และ 1.5% ในปี 2027 ส่วนประเทศฝรั่งเศส จีดีพีเติบโตเพียง 0.8% และคาดว่าจะเติบโตเพียง 1.0% ในปี 2026 และ 1.2% ในปี 2027 ขณะเดียวกันอิตาลีมีจีดีพีเติบโตต่ำกว่าที่ 0.5% ในปี 2025 และ ไม่เกิน 0.7% ในปีต่อไป
คณะกรรมาธิการของยุโรปเองออกมายอมรับว่า ภาคเศรษฐกิจของเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ ยังคงมีสัญญาณของภาวะชะงักงันอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายบรัสเซลส์ยอมรับว่าการยุติความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซียนั้นลดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในยุโรป
มีการประเมินเองของประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปอย่างกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานสหพันธ์แห่งเยอรมนีได้คาดการณ์ส่วนแบ่งทางการค้าในตลาดโลกจะมีแนวโน้มลดลง เป็นหนึ่งในความน่ากังวลของเขตเศรษฐกิจใหญ่ของยุโรป
มีความพยายามชดเชยผลกระทบจากการดำเนินการของภาครัฐที่แลกมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นจนนำไปสู่การสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น ในหลาย ๆ ประเทศ อาทิเช่น กรีซ อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม และโปรตุเกส หนี้สาธารณะได้เกิน 100% ของ GDP ไปแล้ว และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าในปี 2040 หนี้อาจจะพุ่งไปถึง155–190% ของจีดีพี
รัสเซียได้แสดงออกถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและมีการปรับตัวเมื่อต้องเผชิญการคว่ำบาตรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยปี 2024 รัสเซียได้กลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลกตามจีดีพีตามกำลังซื้อ (GDP – PPP) และยังรักษาอันดับดังกล่าวไว้ในปี 2025 ความสำเร็จเกิดจากการสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศภายในอย่างเป็นระบบ การพัฒนาอุตสาหกรรม ภาคเกษตร เทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับทิศทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รัสเซียยังขยายความร่วมมือกับประเทศในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา พร้อมทั้งสร้างกลไกด้านโลจิสติกส์และการเงินใหม่ ๆ โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งการค้าทวิภาคียังคงเติบโตและมีศักยภาพสูง
ประเทศรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก เป็นผู้จัดหาทรัพยากรให้กับตลาดโลก
เรามองว่า มาตรการคว่ำบาตรชุดล่าสุดจากสหภาพยุโรปไม่ใช่เครื่องมือที่ส่งผลอะไรตามที่ได้ประกาศไว้ แต่เป็นนโยบายที่ขาดการไตร่ตรอง ผลกระทบจะเกิดกับสหภาพยุโรปเอง ยุโรปจะต้องเผชิญกับปัญหาภายในที่เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง แทนที่จะมีความแข็งแกร่งขึ้นในทางเศรษฐกิจ
คำถามคือ แล้วสหภาพยุโรปจะดำเนินมาตรการที่ไร้ประโยชน์ไปอีกนานแค่ไหน เรามองเห็นความย้อนแย้งในความพยายามโดดเดี่ยวรัสเซียจากเวทีโลก แต่เป็นยุโรปเองที่กำลังโดดเดี่ยวตัวเองมากขึ้น และทำลายเศรษฐกิจของตัวเอง
คำตอบของคำถามนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับรัสเซียเท่านั้น แต่เป็นคำตอบของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระยะยาวของสหภาพยุโรปเองด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




