ในโลกธุรกิจที่มักใช้ตัวเลขอย่างรายได้ การเติบโต หรือมูลค่าบริษัทเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งขององค์กร มีอีกหนึ่งตัวเลขที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ‘กำไรสุทธิต่อพนักงาน’ หรือ Net Income Per Employee (NIPE) ซึ่งกำลังสะท้อนภาพใหม่ของอำนาจทางธุรกิจได้อย่างชัดเจนขึ้น

เหตุผลที่ตัวชี้วัดนี้น่าสนใจก็เพราะมันไม่ได้มองแค่ว่าบริษัททำรายได้ได้มากแค่ไหน แต่ดูว่าบริษัทสามารถเปลี่ยน ‘กำลังคน’ ให้กลายเป็นกำไรได้มีประสิทธิภาพเพียงใด เพราะคำนวณจากกำไรสุทธิหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่าย เงินเดือน และต้นทุนการดำเนินงานอื่นๆ แล้ว ทำให้สามารถใช้เปรียบเทียบบริษัทข้ามอุตสาหกรรมได้ดีกว่า ต่างจาก Revenue Per Employee ที่เหมาะกับการเปรียบเทียบบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
การอ้างอิงจากกำไรสุทธิรายปี ยังช่วยให้เห็นภาพผลประกอบการตลอดทั้งวัฏจักรธุรกิจ ลดความบิดเบือนจากปัจจัยระยะสั้น เช่น ฤดูกาลขาย การเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือยอดขายพุ่งช่วงเทศกาล
ข้อมูลจาก ‘BestBrokers’ แพลตฟอร์มรีวิว จัดอันดับ และวิเคราะห์โบรกเกอร์ซื้อขายออนไลน์ในตลาดฟอเร็กซ์ หุ้น คริปโทเคอร์เรนซี และสินค้าโภคภัณฑ์ พบว่า จากบริษัทระดับโลก 20 แห่งที่มีตัวเลขกำไรสุทธิต่อพนักงานสูงที่สุด 70% เป็นบริษัทจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่อีก 30% กระจายอยู่ในซาอุดีอาระเบีย นอร์เวย์ สวีเดน เกาหลีใต้ จีน และไต้หวัน
หากมองลึกลงไป จะเห็นว่าความสำเร็จของบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มาจากโมเดลเดียวกันเสมอไป
ฝั่งหนึ่งคือบริษัทที่ใช้ทีมขนาดเล็กแต่สร้างผลตอบแทนมหาศาล อย่าง ‘AppLovin Corporation’ ที่สร้างกำไรสุทธิต่อพนักงานได้สูงถึงประมาณ 121.20 ล้านบาทต่อคน หรือ ‘Welltower’ ที่ทำได้ราว 43.12 ล้านบาทต่อคน โมเดลแบบนี้สะท้อนการกระจุกตัวของมูลค่าทางธุรกิจในทีมขนาดเล็ก แต่มีประสิทธิภาพสูงมาก
อีกฝั่งคือบริษัทเทคโนโลยีขนาดยักษ์ที่มีพนักงานจำนวนมหาศาล แต่ยังคงรักษาประสิทธิภาพได้ในระดับสูง เช่น ‘NVIDIA’ ที่ทำกำไรสุทธิต่อพนักงานได้ประมาณ 93.44 ล้านบาท เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากกระแส AI และธุรกิจฮาร์ดแวร์ที่มีมาร์จิ้นสูง ทำให้สามารถสร้างกำไรจำนวนมากด้วยจำนวนพนักงานที่มีประสิทธิภาพสูง
หากแบ่งตามอุตสาหกรรม กลุ่ม ‘พลังงาน’ ยังคงติดอันดับโดดเด่น เพราะลักษณะธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์มูลค่าสูง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานจำนวนมากเท่ากับขนาดรายได้ โดย ‘Saudi Aramco’ ทำกำไรสุทธิต่อพนักงานได้ราว 40.18 ล้านบาท และ ‘Equinor’ อยู่ที่ประมาณ 33.65 ล้านบาท
ด้านธุรกิจการเงินก็ยังโดดเด่นไม่แพ้กัน โดย ‘Blackstone Group’ ทำได้ประมาณ 37.24 ล้านบาท ‘CME Group’ อยู่ที่ราว 34.30 ล้านบาท และ ‘Investor AB’ อยู่ที่ประมาณ 29.05 ล้านบาท

เมื่อมองภาพรวม ตัวเลขกำไรสุทธิต่อพนักงานกำลังบอกว่า ‘อำนาจ’ ของบริษัทในยุคนี้อาจไม่ได้วัดจากขนาดองค์กรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทสามารถเปลี่ยนทรัพยากรมนุษย์ให้กลายเป็นผลกำไรได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน
ในโลกที่ AI เข้ามาเปลี่ยนสมการการทำงาน ความสามารถในการสร้างกำไรด้วยทีมที่เล็กลง อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการแข่งขันธุรกิจยุคใหม่มากกว่าที่เคยเป็นมา
ที่มา: BestBroker
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา



