
นายกฯ ถกเอกชนเร่งดึงทุนยุโรป บริษัทดังสนใจตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยาน-พลังงานสะอาดในไทย ก่อนมอบ 5 เป้าหมาย ‘ทีมไทยแลนด์ยุโรป’ ขับเคลื่อนการทูตเชิงรุก“ เน้นโอกาส-ผลประโยชน์ ถึงมือประชาชน จับมือทุกหน่วยงาน “คลัสเตอร์” เดินหน้า FTA ไทย-สหภาพยุโรป
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย หารือสนทนากับ Mr. Pierre Jaffre ประธานสมาคมการค้าไทย-ยุโรป Thai-European Business Association (TEBA) พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส 4 ราย ได้แก่
บริษัท Rotortrade บริษัท Satys บริษัท Verventia และ บริษัท Virya Energy เห็นโอกาสในการขยายการลงทุนเพิ่มเติมในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อวกาศและการบิน และพลังงานสะอาด
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างการสนทนา บริษัท Rotortrade เป็นผู้ให้บริการเฮลิคอปเตอร์ใหม่และมือสองในรูปแบบโครงการ Turnkey ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อจัดหา ซ่อมบำรุง (Maintenance, Repair, and Operations: MRO) แสดงความสนใจให้บริการในประเทศไทย
รวมถึงการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์ เพื่อขยายโอกาสในการให้บริการลูกค้าในต่างประเทศโดย โดยใช้ไทยเป็นฐานการให้บริการซ่อมบำรุงระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบัน บริษัทมีศูนย์ซ่อมบำรุงหลักในฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา
บริษัท Satys ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพ่นสีและเคลือบผิวอากาศยานระดับโลก แสดงความสนใจที่จะขยายกิจการการบริการพ่นสีอากาศยานในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยต่อยอดความสามารถในการซ่อมบำรุงอากาศยานของไทย ให้สามารถดำเนินการได้ทุกกระบวนการแบบครบวงจรในประเทศไทย
ขณะที่ บริษัท Verventia รับทราบถึงศักยภาพของไทยและโอกาสของภาคเอกชนต่างประเทศในการเข้ามาลงทุนในไทย ในฐานะศูนย์กลาง หรือ ฮับของภูมิภาค และบริษัท Virya Energy ผู้ผลิตพลังงานสะอาด ปัจจุบันมีการดำเนินกิจการในไทยอยู่แล้วภายใต้บริษัท Constant Energy เน้นการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ โดยมีเงินลงทุนสะสม 2 พันล้านบาท ยังมีแผนที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทย ด้วย
น.ส.รัชดา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยเป็นที่จับตามองของภาคเอกชนต่างประเทศ ที่สนใจที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม สอดคล้องกับนายกรัฐนตรีเร่งขับเคลื่อนการเจรจรเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA) รวมทั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน( BOI) ของไทย ยังมีมาตรการและสิทธิประโยชน์ ในการดึงดูด การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมการบิน AI ซึ่งจะเอกชนชั้นนำของยุโรป เล็งเห็นโอกาสและ ศักยภาพของไทยอุตสาหกรรมดังกล่าวด้วย

และในเวลาต่อมา นายอนุทิน เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ซึ่งเป็นการประชุมในรูปแบบนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี คุยกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ 24 ประเทศ ประจำภูมิภาคยุโรปเป็นครั้งแรก
โดยนายกรัฐมนตรี แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังเสียงสะท้อนในการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งใช้เวลาสนทนากันมากกว่าสามชั่วโมง
น.ส.รัชดา เปิดเผยผลการประชุมดังกล่าวมีสาระสำคัญ 5 ประเด็นหลักๆ ดังนี้
1.การเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า วาระสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล คือการเร่งรัดความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังให้ความมั่นใจถึงการปรับการทำงาน ที่ให้ทุกหน่วยบูรณาการ เป็นการทำงานในรูปแบบ “คลัสเตอร์” เพื่อผลักดันการเดินหน้าปิดการเจรจา FTA โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตหลายประเทศได้สะท้อนว่า ไทยกลับมาเป็นที่สนใจ เรียกว่า “อยู่ในเรดาร์ของนานาชาติ” เพราะไทยไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่เป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain)
ขณะเดียวกัน ก็ให้ข้อมูลด้วยว่า ประเทศที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปก่อนหน้านี้ ต่างมียอดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้นอย่างมาก
2.การทูตเชิงรุกที่ครอบคลุมความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม
นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำแนวทางการทูต 2.0 หรือ การทูตที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม
ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ให้ดำเนินการทูตที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ประชาชนจับต้องได้
โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวว่า วันนี้ ไทยพร้อมต้อนรับการค้า การลงทุน รัฐบาลพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน โดยทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เพี่อจัดหลักสูตรการศึกษา สร้างทักษะกำลังคน รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต
3.การยกระดับมาตรฐานสู่ OECD รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการเร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี
4.การชูจุดแข็งไทยด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานแห่งอนาคต
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ประเทศไทยมีศักยภาพสูง
5. การเป็นเจ้าภาพงานสำคัญระดับโลกของไทย
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ในช่วงต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและเวทีระดับโลกหลายรายการ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ใน “สปอตไลท์โลก” มากขึ้น ได้แก่ 1. งาน Gastech 2026 นิทรรศการด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเดือนกันยายน 2. การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings 2026) ช่วงเดือนตุลาคม
และ 3. งานประชุมสุดยอดสุขภาพโลก (Global Wellness Summit) ในเดือนพฤศจิกายน จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ช่วยประชาสัมพันธ์และต่อยอดโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน และภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน BOI และสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป ทำงานในรูปแบบ “ทีมไทยแลนด์” ความคล่องตัวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่แถวหน้าของเวทีโลกต้องสำเร็จอย่างแน่นอน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง





