บช.ปส. บุกทลายโรงงานกัญชา ชาวเวียดนาม เปิดโกดังเก็บผลไม้บังหน้า ผลิต-สกัดยางกัญชาอัดแท่ง ส่งขายยุโรป ยึดของกลางเกือบ 500 กิโลกรัม
เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 26 พ.ค.2569 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทย และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา บุกจับโรงงานผลิตยาเสพติดกัญชาและสารสกัดแปรรูป ของกลุ่มผู้ต้องหาต่างชาติ 4 คน ประกอบด้วย นายเหงียน ทัว น่า อายุ 51 ปี น.ส.แพม ไท ดุง อายุ 49 ปี นายโด ฟาน ฮวง อายุ 45 ปี และนายโว แวน แอม อายุ 39 ปี ทั้งหมดเป็นชาวเวียดนาม
พร้อมของกลาง จำนวนมาก ได้แก่ ช่อดอกกัญชา 442 กิโลกรัม, แฮช 20 กิโลกรัม, โรซิน 2 กิโลกรัม, เรซินลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง 2.5 กิโลกรัม และกัญชาผง 8.7 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 3,195,000 บาท จับกุมได้ที่ บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่เขตบางบอน
จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ บก.ปส.1 เฝ้าสังเกตการณ์ พบว่าบ้านหลังดังกล่าว มีการดัดแปลงเป็นโรงปิดมิดชิด มีรถยนต์เข้า-ออกโกดังจำนวนมาก และมีการขนย้ายสิ่งของบรรจุในถุง และกล่องลักษณะต้องสงสัย จึงเชื่อว่าอาจมีการลักลอบผลิต และสกัดสารจากกัญชา ซึ่งเข้าข่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ก่อนรวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติหมายค้นจากศาลเข้าตรวจค้น

จากการตรวจสอบ พบว่าเป็นผู้ต้องหาแปลงเป็นโกดัง 2 ชั้นปิดทึบ บริเวณด้านในมีการบุด้วยฉนวนกันความร้อน เพื่อรักษาอุณหภูมิ และไม่ให้กลิ่นกัญชาออกไปด้านนอก และยังมีการดัดแปลงเป็นห้องต่างๆ มีอุปกรณ์ผลิตยาเสพติด แบ่งออกเป็นสัดส่วน ติดตั้งระบบระบายอากาศ และเครื่องปรับอากาศจำนวนมาก พบวัสดุ อุปกรณ์ และสารที่เชื่อว่าใช้ในการปลูก แปรรูป และสกัดกัญชา แต่จากการตรวจสอบ ไม่พบใบอนุญาตเกี่ยวกับการปลูก แปรรูป หรือจำหน่ายกัญชา
พล.ต.ท.อาชยน เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเช่าโกดังดังกล่าวมาประมาณ 2 เดือน ในราคาเดือนละ 15,000 บาท โดยเจ้าของบ้านไม่ทราบว่าถูกใช้เป็นแหล่งผลิตยาเสพติด เนื่องจากผู้ต้องหาอ้างว่าเช่าไว้เก็บผลไม้ เบื้องต้นพบว่ากลุ่มผู้ต้องหารับซื้อช่อดอกกัญชาจากฟาร์มที่ถูกกฎหมาย ก่อนนำมาเข้าสู่กระบวนการแปรรูป และสกัดด้วยอุปกรณ์เฉพาะ เพื่อดัดแปลงเป็นสารเสพติดส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตามสถานบันเทิง

นอกจากนี้ บริเวณชั้น 2 ของโกดังยังถูกดัดแปลงเป็นห้องพักอาศัย และพบว่าผู้ต้องหามีการเสพกัญชาที่ผลิตเอง รวมถึงใช้สารเสพติดประเภทเคตามีนภายในสถานที่ดังกล่าวด้วย ส่วนกระบวนการผลิต พบว่ามีการนำช่อดอกกัญชามาสกัดเป็นผง ผสมกับสารลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง ก่อนบีบอัดเป็นก้อนสีดำ ขณะที่วิธีการลำเลียงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่คาดว่าอาจใช้การส่งผ่านระบบพัสดุ และให้ใช้คนหิ้วไปส่ง
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลว่า มีผู้ร่วมขบวนการมากกว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 รายหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่ามีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวหรือไม่ แต่ลักษณะของกลุ่มผู้ต้องหาพบว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เชื่อว่ามีหัวหน้าระดับสั่งการเป็นชาวต่างชาติขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผล

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (สารสกัดกัญชา) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ในพฤติการณ์ร่วมกันผลิตและจำหน่ายยาเสพติด และฝ่าฝืนจำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุม (กัญชา) เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การเป็นประโยชน์
พล.ต.ท.อาชยน ยังฝากเตือนประชาชนว่า หากพบกลุ่มชาวต่างชาติมาเช่าบ้านหรือโกดังในลักษณะผิดสังเกต ไม่ค่อยออกจากบ้าน มีกลิ่นกัญชารุนแรง หรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าตรวจสอบได้ทันที

ด้าน นพ.รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าโรงงานแห่งนี้ไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีการขออนุญาตเกี่ยวกับการผลิตสารสกัดจากกัญชา โดยเฉพาะ “ช่อดอกกัญชา” ซึ่งยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 การผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง หรือจำหน่าย ต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่สถานที่แห่งนี้ไม่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด
นอกจากนี้ สารสกัดจากช่อดอกกัญชายังส่งผลต่อร่างกาย โดยเบื้องต้นเชื่อว่าไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัย ทางการแพทย์ หรืออุตสาหกรรม แต่มีลักษณะเป็นการนำไปใช้เพื่อเสพเพื่อความบันเทิง อีกทั้งจากการตรวจสอบฐานข้อมูล




