บิ๊กดุลย์ แจงร่างกฎหมาย กห. 2 ฉบับ ย้ำ เดินหน้าปฏิรูปกลาโหม–พัฒนากระบวนการยุติธรรมทางทหาร

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญของกระทรวงกลาโหม จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบบริหารราชการของกระทรวงกลาโหมและกระบวนการยุติธรรมทางทหาร ให้มีความทันสมัย โปร่งใส สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคุ้มครองสิทธิของประชาชนมากยิ่งขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายทั้งสองฉบับ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบการบริหารราชการของกระทรวงกลาโหมให้มีความคล่องตัว ทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังมุ่งยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางทหารให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนทั้งในประเทศและนานาชาติ

สำหรับร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางทหาร โดยกำหนดให้ยกเลิกศาลจังหวัดทหารบก เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างมณฑลทหารบก รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายซึ่งมิใช่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร สามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาในศาลทหารได้โดยตรง และเปิดสิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารในบางกรณี เพื่อให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญในการกำหนดให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มีหน้าที่จัดทำแผนปฏิรูปและพัฒนาประสิทธิภาพของกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้กองทัพมีความกะทัดรัด ทันสมัย พร้อมรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และสามารถสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างและบทบัญญัติบางประการให้สอดคล้องกับบริบทการบริหารราชการในปัจจุบัน

Advertisement

ทั้งนี้ ในระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเด็นการพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางทหาร ความโปร่งใส ความเป็นอิสระของศาลทหาร การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย ตลอดจนโครงสร้างและบทบาทของสภากลาโหม โดยมีข้อเสนอให้ทบทวนองค์ประกอบของสภากลาโหมและลดจำนวนสมาชิก เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ

ในช่วงท้ายของการชี้แจง พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงบทบาทและความจำเป็นของสภากลาโหม โดยยืนยันว่า ตนเองเติบโตจากนายทหารระดับล่างสุดคือนักเรียนนายสิบ ก่อนก้าวสู่การเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร และเติบโตในเส้นทางรับราชการทหารจนดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ก่อนเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน จึงเข้าใจทั้งบทบาทของผู้ปฏิบัติและผู้กำหนดนโยบายเป็นอย่างดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า กองทัพและเหล่าทัพยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคง และการกำหนดนโยบายของกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่การตัดสินใจโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นระบบการทำงานที่อาศัยการหารือร่วมกัน โดยนำข้อเท็จจริง ปัญหา และข้อเสนอจากผู้เกี่ยวข้องมาพิจารณา เช่นเดียวกับการทำงานของสภากลาโหมที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของกองทัพและประเทศชาติเป็นสำคัญ

พร้อมย้ำถึงความสำคัญของสภากลาโหม ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 21 คน รวมถึงอดีตข้าราชการที่เกษียณอายุราชการแล้วอีก 3 คน เพื่อใช้ประสบการณ์ของผู้ที่เคยปฏิบัติงาน ประกอบกับผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บังคับหน่วยในปัจจุบัน ในการร่วมกันกลั่นกรองและตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นด้านความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ

สำหรับข้อเสนอให้ลดจำนวนสมาชิกสภากลาโหมเหลือเพียง 7 คน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมใช้ที่ปรึกษาเพื่อประกอบการตัดสินใจนั้น พล.ท. อดุลย์ ระบุว่า แม้สามารถดำเนินการได้ แต่ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เพราะภารกิจด้านความมั่นคงไม่ใช่เรื่องทดลองผิดลองถูก แต่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของชาติ ชีวิตกำลังพล และความมั่นคงของประเทศ จึงไม่ควรให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งตัดสินใจเพียงลำพัง

ท้ายที่สุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า สภากลาโหมยังมีความจำเป็นในการกลั่นกรองนโยบายและร่วมตัดสินใจแก้ปัญหาของชาติ พร้อมขอบคุณสมาชิกสภาที่ร่วมอภิปราย และย้ำว่า “ไม่ต้องห่วงอำนาจหน้าที่ของผม เพราะสิ่งที่ผมสนใจคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง”