‘บิล เกตส์’ เตือน วิกฤตครั้งใหม่อาจเกิดเพราะบิ๊กเทคประเมิน AI ต่ำไป คนจะตกงานมหาศาล-คนร้ายเข้าถึงอาวุธชีวภาพได้ง่ายขึ้น

จะเรียกว่า ‘วิกฤตระดับโลก’ ก็ไม่ผิดนะ

‘บิล เกตส์’ เตือนว่า AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ขณะที่โลกยังเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงพอ และครั้งนี้ไม่เหมือนการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในอดีต เพราะ AI ไม่ได้แค่ช่วยให้มนุษย์ทำงานเร็วขึ้น แต่กำลังเข้ามาทำงานที่ต้องใช้การคิด วิเคราะห์ และใช้เหตุผลแทนมนุษย์มากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ทั้งการตกงานครั้งใหญ่ และการก่อการร้ายทางชีวภาพ

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ‘The New York Times’ เขาวิจารณ์ว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังพูดถึงความเสี่ยงของ AI เบากว่าที่ควร ทั้งที่คนในวงการหลายคนก็กังวลกับความสามารถของมันเป็นการส่วนตัว โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ AI จะหลุดจากการควบคุมของผู้สร้าง หรือสามารถให้ข้อมูลที่นำไปใช้สร้างอาวุธชีวภาพได้

สาเหตุหนึ่งที่ ‘เกตส์’ ออกมาเตือนเรื่องนี้อย่างจริงจัง คือเขาเคยเห็นความก้าวหน้าของ AI ที่ทำให้เขาตกตะลึงมาแล้วถึงสองครั้ง

ครั้งแรกคือปี 2565 กับการเปิดตัว ‘ChatGPT’ โดย ‘OpenAI’ และครั้งที่สองคือ ‘Claude Code’ เครื่องมือ AI ของ ‘Anthropic’ ที่ทำให้เขาทึ่งกับความสามารถในการเขียนโค้ดของมัน เพราะการเขียนโค้ดเป็นหนึ่งในเรื่องที่เขาเชี่ยวชาญและรู้จักดีที่สุด แต่ตอนนี้ AI กลับทำได้ดีกว่าเขา

AI แทนที่มนุษย์ ‘เด็กจบใหม่’ อาจกระทบหนักสุด

‘เกตส์’ ไม่เห็นด้วยกับมุมมองที่ว่า แม้ AI จะทำให้งานบางประเภทหายไป แต่สุดท้ายก็จะสร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทน

เขามองว่ายุค AI “แตกต่างอย่างสิ้นเชิง” เพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอดีตยังสร้างงานใหม่ที่ต้องใช้ความสามารถในการคิดของมนุษย์ แต่ AI กำลังเข้ามาแทนที่ความสามารถด้านนี้โดยตรง ทั้งการมองเห็น การฟัง การพูด และการใช้เหตุผล และในอนาคตอาจรวมถึงงานทางกายภาพผ่านหุ่นยนต์ด้วย

ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่จะเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายภาคส่วน ทั้งกฎหมาย งานบริการลูกค้า การแพทย์ ซอฟท์แวร์ และการผลิต โดย ‘เกตส์’ มองว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนหลายอุตสาหกรรมภายในเวลาเพียงทศวรรษ จากเดิมที่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคน

โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่ ‘เกตส์’ กังวลเป็นพิเศษ เพราะคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน หรือยังอยู่ในช่วงต้นของอาชีพมีความเสี่ยงตกงานสูง ขณะที่งานใหม่ที่เกิดขึ้นอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกทักษะ และเมื่อ AI ทำงานได้แทบไม่ผิดพลาดจนไม่ต้องมีมนุษย์คอยตรวจ บริษัทก็จะมีแรงจูงใจที่จะใช้ AI แทนคนมากขึ้น

‘เกตส์’ มองว่า บริษัทเทคโนโลยีกำลังทำตามแรงจูงใจทางตลาด (market incentives) แต่สิ่งที่ตลาดผลักดันอาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสังคม โดยเฉพาะเมื่อ AI กำลังถูกนำมาใช้แทนแรงงานคนมากขึ้นเรื่อยๆ

AI ใช้สร้างอาวุธชีวภาพ-โรคระบาด ได้ด้วยคนเพียงไม่กี่คน

อีกความเสี่ยงที่ ‘เกตส์’ กังวลอย่างมากคือ AI อาจทำให้คนที่มีทักษะจำกัดเข้าถึงความรู้ที่เป็นอันตรายและนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น เพราะข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างระเบิด อาวุธชีวภาพ หรือไวรัสคอมพิวเตอร์มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว แต่ AI อาจช่วยให้คนเหล่านี้เข้าใจ และนำข้อมูลไปใช้ได้ง่ายกว่าเดิม

โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านอาวุธชีวภาพ เพราะ ‘เกตส์’ มองว่า หาก AI สามารถให้ข้อมูล และคำแนะนำที่ละเอียดพอสำหรับการสร้างเชื้อโรค คนเพียงไม่กี่คนที่เข้าถึง AI ขั้นสูงอาจพัฒนาเชื้อโรคชนิดใหม่ และนำไปสู่การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ได้

ขณะเดียวกัน เขายังเตือนถึงความเสี่ยงที่มาจากตัว AI เอง เพราะระบบ AI เริ่มแสดงพฤติกรรมที่นักพัฒนาไม่ได้ตั้งใจ และเมื่อโมเดลมีความสามารถมากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่มันอาจทำงานขัดกับผลประโยชน์ของมนุษย์ จนมนุษย์อาจสูญเสียการควบคุม

3 แนวทางเพื่อรับมือความเสี่ยงจาก AI

‘เกตส์’ ไม่เห็นด้วยกับการให้บริษัท AI ควบคุมตัวเองแบบสมัครใจ สำหรับเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูงขนาดนี้ โดยเฉพาะมาตรการที่ ‘ทำเนียบขาว’ และอุตสาหกรรมกำลังร่วมกันพัฒนา

เขาเรียกร้องให้มีข้อตกลงระหว่างประเทศที่กำหนดเกณฑ์ชัดเจนสำหรับการติดตาม และจำกัดความเสี่ยงขั้นรุนแรง เช่น การนำ AI ไปใช้พัฒนาอาวุธชีวภาพ

ในบทความ ‘The choices we make about AI now are critical’ ที่ ‘เกตส์’ โพสต์บนเว็บไซต์ของตัวเอง เขาเสนอ 3 แนวทางที่มองว่า จะช่วยให้โลกเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านของ AI ได้ดีขึ้น

1. ‘เกตส์’ เสนอให้สร้างกรอบกำกับดูแล AI ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพราะ AI ไม่ได้กระทบแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่ความมั่นคง การจ้างงาน การศึกษา ภาษี พลังงาน การเลือกตั้ง สาธารณสุข ระบบการเงิน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

เขามองว่า โลกควรนำบทเรียนจากระบบตรวจสอบอาวุธนิวเคลียร์ กฎด้านการบินระหว่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องสิ่งแวดล้อม มาปรับใช้กับการสร้างระบบรับมือ AI พร้อมย้ำว่า ควรเริ่มสร้างระบบเหล่านี้ตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ผลกระทบจาก AI จะรุนแรงจนรัฐบาลต้องแก้ปัญหาในภาวะวิกฤต

2. ‘เกตส์’ เสนอแนวคิด ‘Human Reserved’ หรือการกำหนดว่างานบางประเภทควรสงวนไว้ให้มนุษย์ทำ เช่น งานดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ซึ่งยังต้องอาศัยความสัมพันธ์และการดูแลจากมนุษย์ รวมถึงงานบางประเภทที่คนทำงานไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพได้ง่าย หากถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร

แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่า งานเหล่านี้จะต้องเป็นของมนุษย์ตลอดไป แต่ ‘เกตส์’ เสนอว่าอาจต้องค่อยๆ นำ AI เข้ามาใช้ โดยในบางงานให้มนุษย์เป็นคนรับผิดชอบหลัก และใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วย เช่น ในการศึกษา และการดูแลสุขภาพจิต

3. ‘เกตส์’ ยังเสนอให้ปรับระบบภาษีเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะ ‘Token Tax’ หรือการเก็บภาษีจากการใช้โทเคน ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานในการประมวลผลของ AI รวมถึงภาษีหุ่นยนต์

เหตุผลคือ ปัจจุบันบริษัทที่จ้างพนักงานต้องจ่ายภาษีจากค่าจ้าง แต่ถ้าซื้อหุ่นยนต์ บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปหักทางภาษีได้ทันที ระบบภาษีจึงมีส่วนทำให้บริษัทมีแรงจูงใจที่จะใช้เครื่องจักรแทนแรงงานมากขึ้น

‘เกตส์’ เสนอว่าการเก็บภาษีจาก AI และหุ่นยนต์จะช่วยชะลอการเปลี่ยนจากแรงงานคนไปใช้เครื่องจักรได้บ้าง และสร้างรายได้สำหรับการฝึกทักษะใหม่ รวมถึงนำไปเสริมระบบสวัสดิการ เพื่อช่วยคนที่ได้รับผลกระทบจากการตกงาน โดยต้องออกแบบให้ไม่ไปขัดขวางการใช้ AI ในด้านที่เป็นประโยชน์ เช่น การทำให้การแพทย์และการศึกษามีต้นทุนต่ำลง

AI ยังมีด้านดี ถ้าจัดการความเสี่ยงให้ทัน

แม้จะออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของ AI อย่างจริงจัง ‘เกตส์’ ไม่ได้มองว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่ควรถูกหยุดพัฒนา แต่เขายังมองว่า AI อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาที่ยากที่สุดของโลก หากสามารถจัดการความเสี่ยงได้

ในด้านการแพทย์ AI สามารถช่วยโรงพยาบาลที่ขาดผู้เชี่ยวชาญ ตรวจจับภาวะฉุกเฉิน และช่วยแพทย์วินิจฉัยโรค ขณะที่ด้านการเกษตร เขามองว่า AI อาจมีประโยชน์อย่างมากในประเทศรายได้น้อย เพราะสามารถช่วยเกษตรกรได้ตั้งแต่เรื่องสภาพอากาศ เมล็ดพันธุ์ โรคของพืชและสัตว์ ไปจนถึงการดูแลดิน

AI ยังสามารถช่วยลดความซับซ้อนของบริการภาครัฐ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยครูดูแลนักเรียนแบบรายบุคคล และช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น

‘เกตส์’ มองว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่การเลือกว่าจะ ‘เอา AI’ หรือ ‘ไม่เอา AI’ แต่คือการทำอย่างไรให้ประโยชน์ของ AI กระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ โดยไม่ปล่อยให้แรงงานและชุมชนที่ได้รับผลกระทบต้องเป็นฝ่ายรับภาระมากที่สุด

ท้ายที่สุด ‘เกตส์’ บอกว่า เขาจะพูดถึงเรื่อง AI และความเท่าเทียมกับผู้นำประเทศทั่วโลก รวมถึงผู้พัฒนา AI และผลักดันกรอบการทำงานร่วมกันทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ เพราะโลกไม่ควรรอให้ผลกระทบจาก AI เกิดขึ้นรุนแรงแล้วค่อยเริ่มหาทางรับมือ

ทั้งหมดนี้ ‘เกตส์’ ไม่ได้บอกให้โลกหยุดพัฒนา AI แต่เตือนว่า โลกต้องเตรียมตัวให้ทัน เพราะทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของ AI กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน

ที่มา: The New York Times, Gates Notes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา