‘ไทย-เวียดนาม’ ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

'ไทย-เวียดนาม' ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

‘ไทย-เวียดนาม’ ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบ ‘อนุทิน’ ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าสู่ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เชื่อไม่ไกลเกินเอื้อม ชู 3 Connect เชื่อมโยง ซัพพลายเชน-เศรษฐกิจท้องถิ่น-พลังงานสะอาด ‘โตเลิม’ ชื่นชมไทยพร้อมหนุนแก้วิกฤตด้วยสันติวิธี ตามกฎหมาย UNCLOS 1982

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ และเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม 4 ฉบับ ได้แก่

1.แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–เวียดนาม ปี 2569 – 2574

2.การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และเวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

Advertisement

4.บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น

Advertisememt

จากนั้นนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีเวียดนาม ได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 ส.ค. 69

โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลไทยมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งท่านเป็นแขกคนแรกของรัฐบาลปัจจุบันตนถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง การเยือนครั้งนี้มีความหมายพิเศษเป็นอันมาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ในปีนี้ ซึ่งตนและประธานาธิบดีเวียดนามได้ทำพิธีเปิดตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในฐานะที่ไทยและเวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพมีการเติบโตสูง การเยือนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะได้กำหนดแนวทางความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านให้เกิดเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง ทั้งการลงนามระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่าย โดยมีประธานาธิบดีเวียดนามเป็นสักขีพยาน ซึ่งการพบกันวันนี้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเปิดกว้างตรงไปตรงมา โดยทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องแนวทางการขับเคลื่อนโดยมิติของแนวทางการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ดังนี้

1.ด้านความมั่นคงและด้านการเมือง ทั้งสองประเทศเห็นพ้องยกระดับด้านการทหาร การป้องกัน และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกม การป้องกัน และปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย โดยใช้หลักการไม่ให้บุคคลใดใช้ดินแดนของแต่ละฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยทั้งสองประเทศในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

2.ด้านเศรษฐกิจและสังคม ทั้งสองประเทศเห็นพ้องหรือความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันให้ใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อรับมือความผันผวน และไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน และจะให้ความสำคัญการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายโดยตรง ซึ่งตน และนายโต เลิม จะเข้าร่วมเปิดการสัมมนาของนักธุรกิจไทย – เวียดนาม ช่วงบ่ายวันนี้ด้วย

และเห็นพร้อมที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการบรรลุเป้าหมายทางการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม โดยจะยกระดับมูลค่าการค้าให้เพิ่มยิ่งขึ้น และเมื่อสักครู่ก็ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท Vietjet กับสำนักงานอีอีซีของประเทศไทย เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MOR) ในพื้นที่อีอีซีของประเทศไทยด้วย

อีกทั้งยังได้มีการหารือแนวทางการส่งเสริมความเชื่อมโยงภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 connect เพื่อเพิ่มขีดความสามารถยุทธศาสตร์ทางการแข่งขันของทั้งสองประเทศ เช่น การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโดยเฉพาะการผลิตด้านอุตสาหกรรมในอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงพลังงานสีเขียวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอีกด้วย โดยฝ่ายไทยพร้อมจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีอวกาศ เช่น ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร

โอกาสนี้ยังได้หารือถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ในระดับระหว่างประเทศ และระดับภูมิภาคด้วย โดยตนเสนอประธานาธิบดีเวียดนาม ว่าในฐานะที่ไทยและเวียดนามเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคอนุลุ่มน้ำโขง สามารถมีบทบาทขับเคลื่อนร่วมกันในภูมิภาคนี้ได้ ซึ่งการหารือของสองประเทศจะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมาภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของรัฐบาล และภาคเอกชนเพื่อประโยชน์ของประชาชนของทั้งสองประเทศ

ด้านประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวยินดีที่ได้เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในช่วงเวลาสำคัญของการครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม พร้อมขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จ ทั้งยังชื่นชมบทบาทสำคัญของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียน พร้อมย้ำว่าเวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศไทย และพร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาค

รวมถึงเห็นด้วยที่จะส่งเสริมการจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสนใจ เพื่อสันติภาพ เสรีภาพ และความมั่นคงความปลอดภัยในเสรีทางอากาศ ทางทะเลตะวันออก และเห็นด้วยที่จะจัดการปัญหาต่าง ๆ ด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ UNCLOS 1982 รวมถึงชื่นชมไทย และกัมพูชา ที่ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และจะเริ่มต้นการเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงท้ายประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนามในโอกาสแรกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง