
ปลัดฯ-เลขาฯ สดช. แจงปมเร่งรัดจัดจ้างทำ TH-AI Passport มูลค่า 1.6 พันล้าน ชี้ เป็นไปตามระยะเวลาที่เหมาะสม ผู้จัดทำราคากลาง มาประมูลไม่ผิด การพิจารณาผู้ชนะมีมาตรฐานตาม Price Performance พร้อมเผยโครงการมีต่อเฟส 2
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ชี้แจงประเด็นปัญหาของการเร่งรัดจัดซื้อจัดจ้างโครงการ TH-AI passport มูลค่า 1.6 พันล้าน ในช่วงวันหยุดคริสมาสต์-ปีใหม่ ว่าเป็นไปตามขั้นตอนและกรอบระยะเวาลที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นหนึ่งในโครงการตามนโยบายรัฐบาลชั่วคราว อนุทิน 1 ในเสาที่ 5 ด้านการอัปสกิลรีสกิล เริ่มตั้งแต่ 5 พ.ย. 2568 ที่เริ่มตั้งโครงการเข้าคณะกรรมการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงฯ (รายละเอียดตามไทม์ไลน์)

ส่วนคำถามว่าทำไมจึงต้องมี 5 ล้านสิทธินั้น เราใช้วิธีการเทียบเคียงกับโครงการลักษณะเดียวกันที่สิงคโปร์ ซึ่งทำแจกเอไอให้ประชากรทุกคน แต่พลเมืองเขาน้อย จึงต้องมาเทียบเคียงกับสัดส่วนประชากรในประเทศไทย
เห็นว่ากลุ่มคนที่ต้องการใช้เอไอ นักเรียนนักศึกษา First jobber และคนทำงานอื่น โดยสัดส่วนแล้วมีราว 5-6 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 10% ของประชากรเป้าหมายที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก นักเรียน/นักศึกษา รวมกลุ่ม First Jobber), ภาคแรงงาน, บุคลากรภาครัฐ, ประชาชนทั่วไป
และมีกลไก “Upskilling” และการสะสมเครดิตระบบไม่ได้ให้สิทธิ์ใช้งานฟรีแบบถาวรโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ใช้ระบบเครดิต/เลเวล: หากได้รับสิทธิ์แล้วไม่มีการใช้งาน สิทธิ์จะถูกโอนไปให้ผู้อื่นในลำดับสำรอง ในการอัปเกรดเอไอ เป็นเวอร์ชั่น Pro/Premium ผู้ใช้ต้องเข้าเรียนหลักสูตรอบรม (Upskilling) หรือเข้าร่วมกิจกรรมในแพลตฟอร์มการเรียนรู้เพื่อรับเครดิตเพิ่มในการใช้งานโมเดลที่สูงขึ้น
คำถามเรื่องทำไมต้องมีค่าประชาสัมพันธ์ผ่านป้ายร้านสะดวกซื้อ ปลัดดีอี กล่าวว่า โครงการนี้จําเป็นต้องมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนเข้าถึง เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาสิ่งที่ เรากลัวที่สุดคือเมื่อทําแล้วจะไม่มีคนใช้ ดังนั้นงบประมาณในส่วนการประชาสัมพันธ์ถือว่าเป็นส่วนน้อยราว 40ล้านบาท แต่จําเป็นต้องมี
“เราอยากให้มีคนใช้งานครบถ้วน ยิ่งใช้มาก ก็จะยิ่งมีประโยชน์ต่อการพัฒนา ยุทธศาสตร์ National AI ยิ่งใช้มาก เราก็จะมีข้อมูล ภาพรวมการใช้งานมาก รู้ว่าคนไทยใช้เรื่องอะไรใช้ตอบลักษณะไหน จะทําให้การพัฒนา เอไอแห่งชาติ เก่งขึ้น”
โดยมีการสร้างความตระหนักให้ประชาชนเข้าถึงโครงการดังกล่าว ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ที่เป็นวิดีโอ คลิปสั้น อินโฟกราฟิก กำหนดเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งาน (Reach) ไม่น้อยกว่า 50,000 คน
รวมทั้งการจัดกิจกรรมอบรม ในโครงการฯ ให้กับผู้ดูแลศูนย์ดิจิทัลชุมชน 2,222 แห่งทั่วประเทศ และกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ (Boot Camp) ให้แก่ผู้ที่สนใจจำนวนรวม 4,000 คน ใน 4 ภูมิภาค
“ตามแผนการที่จะทำเพื่ออัพสกิล และพัฒนา National AI แล้ว โครงการปัจจุบันที่กำลังดำเนินการอยู่ถือเป็นเฟสแรก ซึ่งทางกระทรวงวางแผนที่จะดำเนินโครงการประมาณ 2-3 เฟส เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับนำไปพัฒนาเป็น National AI ต่อไป ในระยะที่ 2 จะเปลี่ยนจากการใช้เงินนอกงบประมาณ (เงินกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) มาเป็นการขอใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยได้มีการยื่นคำของบประมาณประจำปี 2570 ไปเรียบร้อยแล้ว
ตัวชี้วัดอีกประการของโครงการนี้ คือเป้าหมายที่ยกระดับอัตราการใช้ AI ของประเทศ (AI Adoption Rate) ให้ขึ้นสู่ระดับ 20% ภายใน 2570 ปี จากสถิติ 10.7% ในปี 2568 เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้กับคนไทยทั่วประเทศ เพื่อให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว

โดยวงเงินงบประมาณ สำหรับเฟสที่ 2 นี้ มีการระบุตัวเลขงบประมาณไว้ที่ประมาณ 900 ล้านบาท
ซึ่งเป็นวงเงินที่น้อยกว่าเฟสแรก เนื่องจากระยะเวลาการดำเนินงานในเฟสนี้จะไม่เต็มปี โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 เดือน ทั้งนี้เพื่อความต่อเนื่องในการยกระดับทักษะ AI ของคนในประเทศ และนำข้อมูลจากการใช้งานในเฟสแรกมาประมวลผลเพื่อพัฒนา Thai LLM ให้เป็น National AI ที่สมบูรณ์และรวดเร็วยิ่งขึ้น
ราคากลาง 1.6พันล้าน เป็นมาอย่างไร
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งเป็นคณะบริหารกองทุนดีอี (กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) เปิดเผยว่า การใช้เงินจาก กองทุนดีอี เป็นเงินนอกงบประมาณที่มีระเบียบการใช้จ่ายเฉพาะ โดยโครงการนี้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารกองทุนที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

“โดยปกติเอกชน หน่วยงานรัฐ รวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถของบสนับสนุนจากกองทุนดีอีได้ และตามกฎหมายของกองทุนมีระเบียบและข้อบังคับที่อนุญาตให้ทำโครงการโดยที่ สดช. เป็นเจ้าของโครงการได้เพื่อเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”
ปลัดดีอีเน้นย้ำด้วยว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่ออัปสกิลรีสกิลทักษะดิจิทัล และวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่
จำเป็นต้องรวมซื้อและประมวลผลในภาพรวมว่ามีการใช้เอไออย่างไรเท่าไหร่ และจากประสบการณ์ของเราการรวมเหมาซื้อทำให้ได้ราคาที่ถูกลง โดยปกติราคาตลาดของของเอไอรุ่น Pro ประมาณ 700 บาท/เดือน หากซื้อแยกรายบุคคลสำหรับ 5 ล้านคนจะต้องใช้งบประมาณกว่า 36,000 ล้านบาทต่อปี แต่การบริหารแบบรวมศูนย์ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเหลือเพียง 1,621 ล้านบาท
เลขาฯ สดช. กล่าวเสริมด้วยว่า ตัวเลขดังกล่าว มาจากการร “สืบราคากลาง” โดยส่งไปสอบถามบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ 7 แห่งเพื่อประมาณการงบประมาณ เน้นย้ำว่าต้องเป็นเอกชนที่เคยทำงานลักษณะนี้ บริหารโครงการขนาดใหญ่กว่าพันล้านบาท มีประสบการณ์สูง ทำให้ได้ราคากลาง 1.6พันล้านบาท จึงมีการจัดทำ TOR เพื่อประกวดราคา
ต่อมามีบริษัทที่ทำราคากลาง กลับเข้ามาประกวดราคาใหม่ ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับไม่ได้มีข้อห้ามไม่ให้มาประมูลงาน เพราะถ้ามีคุณสมบัติเหมาะสม เคยทำโครงการมูลค่าพันล้านบาท เคยทำให้ให้ภาครัฐมาก่อน ก็จะมีคะแนนประเมินเพิ่มขึ้นตามมาตรฐานการประเมินผู้ประกวดราคา ดังนั้นการที่ผู้ทำราคากลาง กลับมาประมูลงาน และชนะงานไปจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
และว่า วิธีการพิจารณาผู้เสนอราคา ใช้วิธี “Price Performance” ซึ่งมีความแตกต่างจากการประมูลที่เน้นเฉพาะราคาเพียงอย่างเดียว (Price Only) โครงการนี้กำหนดสัดส่วนคะแนนโดยให้ความสำคัญกับด้านเทคนิคสูงถึง 80% และให้คะแนนด้านราคาเพียง 20% เนื่องจากงานด้านไอทีและ AI มีความหลากหลายและซับซ้อนสูง ไม่เหมือนกับการซื้อสินค้าทั่วไปอย่างปากกาหรือดินสอที่เปรียบเทียบคุณสมบัติได้ง่าย การใช้เกณฑ์นี้จึงช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะได้ผู้ให้บริการที่มีศักยภาพครอบคลุมหลายด้านตามที่โครงการต้องการ
และพิจารณาจากผลงานในอดีตว่าเคยดำเนินโครงการขนาดใหญ่มาก่อนหรือไม่ รวมถึงมีการให้คะแนนตามความนิยมของโมเดลในระดับโลก เช่น หากเป็นโมเดลที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก (Top 5 Popular) จะได้คะแนนสูงกว่าโมเดลอันดับรองลงมา วัดความสามารถในการจัดหาโมเดลที่หลากหลายที่สุด และการพัฒนาระบบกลางเพื่อเชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ต้องมีการเสนอระบบที่มีทั้งแบบทดสอบก่อนใช้งานและหลังใช้งานเพื่อพิสูจน์ว่าเกิดการเรียนรู้และการใช้งานจริง
ดังนั้นโครงการ TH AI passport ในนระยะแรก มีกลุ่มผู้เสนอราคา 3 ราย และผู้ที่ชนะการประมูลได้คะแนนรวมสูงสุดในวงเงิน 1,621 ล้านบาท ซึ่งประหยัดงบประมาณไปได้ประมาณ 29 ล้านบาท เมื่อเทียบกับราคากลางที่ตั้งไว้
เลขาฯ สดช. กล่าวด้วยว่า เอกสาร TOR และการประกวดราคาเผยแพร่ต่อสาธารณชนอยู่แล้ว สามารถดาวน์โหลดเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้






