เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมงาน CRA THINK SHARE : INNOVATIONS & INVENTIONS FORUM 2026 ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การวางรากฐานสู่ประเทศรายได้สูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยก่อนเริ่มงานนายยศชนัน และคณะ ได้เดินรับชมโครงการประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และนิทรรศการผลงานนวัตกรรมของเยาวชน

นายยศชนัน กล่าวตอนหนึ่งว่า การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-income country) ได้นั้น เกือบ 100% จำเป็นต้องมี “อธิปไตยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เป็นของตนเอง ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่สามารถดูแลคนไทยได้ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หากเรายังคงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างชาติทั้งหมด การยกระดับรายได้ของประเทศก็จะเป็นไปได้ยาก เว้นแต่ประเทศจะมีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ซึ่งบริบทของไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น ประเทศไทยมีจุดแข็งและความได้เปรียบที่ทั่วโลกยอมรับ นั่นคือความหลากหลายทางชีวภาพ และด้านสุขภาวะ ซึ่งล่าสุดระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 49 ของโลก โดยมีหลายจังหวัดศักยภาพสูงที่ติดอันดับ เช่น กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา ปทุมธานี สมุทรปราการ และนครปฐม

“ปัจจุบันเราเป็นอันดับ 1 ในด้านระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์และ Wellness เป็นอันดับ 2 ด้านสถาปัตยกรรม และเป็นอันดับ 2 ของ Startup Community ในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งยังมีรากฐานอุตสาหกรรมด้านหุ่นยนต์ที่แข็งแกร่ง นี่คือโอกาสที่เราจะใช้จุดแข็งเหล่านี้เป็นจุดขาย ดังเช่นประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมเคยนำเสนองานวิจัยด้านการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ในเวทีนานาชาติ ซึ่งอาจไม่ได้รับความสนใจนัก แต่เมื่อเปลี่ยนวิธีนำเสนอโดยใช้เรื่องของสมาธิ ที่มีเอกลักษณ์จากประเทศไทย กลับมีผู้เข้าร่วมรับฟังจนเต็มห้อง” นายยศชนัน กล่าว

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ในด้านการสนับสนุนเยาวชนและนักวิจัย ภาครัฐมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) สำหรับผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์ทดลองที่บ้าน ก็สามารถเข้ามาใช้พื้นที่และเครื่องมือเพื่อพัฒนาไอเดียได้ พร้อมทั้งมีหน่วยงานอย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) คอยให้คำปรึกษา นอกจากนี้ยังต้องปรับเปลี่ยนมุมมองและระบบนิเวศให้เอื้อต่อการสร้างผู้ประกอบการมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบปริญญาก็สามารถเริ่มต้นทำธุรกิจหรือสตาร์ทอัพ ได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากการสมัครงานในบริษัทใหญ่ที่ต้องใช้วุฒิการศึกษา โดยแหล่งทุนสำหรับสตาร์ทอัพจะมีกลุ่มนักลงทุน (Venture Capital – VC) ที่พร้อมเปิดรับความเสี่ยงและสนับสนุนไอเดียใหม่ๆ ซึ่งแตกต่างจากระบบธนาคารพาณิชย์ทั่วไป

นายยศชนัน กล่าวถึงทิศทางการผลักดันประเทศในระยะ 4 ปีข้างหน้า โดยจะมุ่งเน้นใน 4 เสาหลัก ได้แก่ การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม, การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ, การพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Enterprise) และการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า ภาคส่วนเหล่านี้ต้องเติบโตไปพร้อมๆ กัน ประเทศจึงจะก้าวสู่การมีรายได้สูงได้ สิ่งที่เป็นจุดอ่อนและประเทศไทยยังขาดอยู่คือการเปลี่ยนผ่านองค์ความรู้ไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ เราไม่ได้ขาดองค์ความรู้ เรามีงานวิจัยที่มีการอ้างอิง (Citation) สูงมากมาย แต่นั่นเป็นเพียงกลไกหนึ่ง การจะผลักดันนวัตกรรมขั้นสูงอย่าง การพัฒนายาหรือเครื่องมือแพทย์ ให้ไปถึงมือผู้ป่วยได้จริงนั้น ผู้วิจัยต้องไม่หยุดแค่การตีพิมพ์เปเปอร์ แต่ต้องส่งมอบผลงานให้ภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการนำไปผลิตและทำตลาด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

“การพัฒนานวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และที่สำคัญคือต้องเปิดใจยอมรับคำวิจารณ์ เพราะเสียงสะท้อนเชิงลบหรือคำตำหนิ ถือเป็นลาภอันประเสริฐที่จะช่วยให้เรามองเห็นข้อบกพร่องและนำไปปรับปรุงผลงานให้สมบูรณ์และตอบโจทย์ความต้องการของโลกอนาคตได้อย่างแท้จริง” นายยศชนันกล่าว






