
อียูบรรลุดีล ออกกฎส่งตัวผู้โยกย้ายถิ่นไปประเทศที่สาม
รอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน สหภาพยุโรป (อียู) บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ ซึ่งอนุญาตให้รัฐสมาชิกส่งตัวผู้โยกย้ายถิ่นฐานออกไปที่ศูนย์รับรองที่ตั้งอยู่ในประเทศที่สามได้
โดยข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากฝ่ายขวา แม้ว่าจำนวนผู้อพยพผิดกฎหมายที่เดินทางเข้าสหภาพยุโรปจะลดลง 26% เมื่อปี 2025 แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2021
คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า กฎระเบียบนี้จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการต่างๆ รวมถึงเพิ่มเครื่องมือให้รัฐบาลสามารถส่งตัวผู้โยกย้ายถิ่นฐานกลับประเทศได้ง่ายขึ้น พร้อมย้ำว่า กฎหมายนี้อยู่ภายใต้หลักการการเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
ประเทศสมาชิกอียูกล่าวว่า ได้ประสบปัญหาในการทำให้ผู้ขอลี้ภัยที่ถูกปฏิเสธ ตลอดจนผู้ที่พำนักเกินกำหนด เดินทางออกจากประเทศ ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปเผยว่า ปัจจุบันมีเพียงประมาณ 20% ของผู้ที่ถูกสั่งให้ออกจากประเทศเท่านั้นที่เดินทางออกจริง
ภายใต้กฎระเบียบใหม่ ประเทศสมาชิกอียู จะสามารถจัดตั้งศูนย์ส่งกลับนอกเขตสหภาพยุโรป โดยผู้ถูกส่งกลับอาจถูกส่งไปยังศูนย์ในประเทศที่พวกเขาไม่มีความคุ้นเคยใดๆ มาก่อน
แม็กนัส บรุนเนอร์ กรรมาธิการยุโรปด้านกิจการภายในและการย้ายถิ่นฐาน กล่าวว่า เราจะสามารถควบคุมได้มากขึ้นว่าใครสามารถเข้าสู่สหภาพยุโรป ใครสามารถพำนักอยู่ต่อ และใครจำเป็นต้องออกไป
อย่างไรก็ดี กลุ่มสิทธิมนุษยชนวิจารณ์มาตรการดังกล่าวว่าอาจทำให้เกิดการละเมิดสิทธิได้ โดยซิลเวีย การ์ตา เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ของ Platform for International Cooperation on Undocumented Migrants (PICUM) กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะสร้างการกักกันและเนรเทศที่โหดร้าย
ทว่า ประเทศสมาชิกยังไม่ได้เปิดเผยว่าประเทศใดอาจเป็นเจ้าภาพตั้งศูนย์ส่งกลับ และกฎระเบียบนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างเมื่อปีที่แล้ว ยังต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลประเทศสมาชิกและรัฐสภายุโรปต่อไป




