เดี๋ยวนี้ทุกอย่างแพง จน Starbucks ถูก? ผู้บริหารดีใจ ลูกค้าสบายใจมาซื้อมากขึ้น ปีนี้มีเครื่องดื่มต่ำกว่า 100 มาขายด้วย

ในยุคที่ใครๆ ก็ขายของแพงขึ้น ‘Starbucks’ ยังถือเป็นสินค้า ‘overpriced’ ไหม?

Starbucks

Overpriced กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมไทย โดยหมายถึงสินค้าหรือบริการที่ตั้งราคาสูงเกินกว่าที่คนมองว่าสมควร

Starbucks เองก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่บางคนเคยมองว่าราคาสูงกว่าร้านกาแฟทั่วไป แต่เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่กาแฟแก้วละ 100 กว่าบาทไม่ใช่เรื่องผิดปกติอีกต่อไป แถมหลายเจ้าขายแพงกว่านี้ด้วยซ้ำ เช่นนั้น แบรนด์นางเงือกยังถือว่า overpriced ไหม?

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะยังไง ‘เนตรนภา ศรีสมัย’ กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย เผยว่า สำหรับ Starbucks แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ราคาที่แพงหรือถูกกว่าตลาด แต่เป็นความคุ้มค่าและความพึงพอใจของลูกค้าต่างหาก

“แบ็กกราวน์ของเราคือเรื่องคุณภาพ เพราะฉะนั้น เราขายในราคาที่เราคิดว่า ทำในสิ่งที่ถูกต้องกับลูกค้า มุมมองที่ [ลูกค้า] มีตอนนี้ว่าไม่ overpriced ก็ต้องบอกว่ามันทำให้ลูกค้าสบายใจมากขึ้น แต่เราอยากให้มองว่า over หรือ under ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สำคัญคือลูกค้าได้ value จาก product ของเรามากน้อยแค่ไหน และมีความพึงพอใจแค่ไหน” เนตรนภากล่าว

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 28 ของ Starbucks ประเทศไทย กับแผนขยายสู่ 600 สาขา

Starbucks
‘เนตรนภา ศรีสมัย’ กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย

ในปี 2026 นี้ Starbucks ก็ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 28 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยแล้ว โดยปัจจุบัน มีสาขาทั้งหมด 574 แห่ง พร้อมเป้าหมายการขยายสาขาเป็น 600 แห่งภายในช่วงต้นปี 2027

เนตรนภากล่าวว่า Starbucks ยังเห็นโอกาสในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยอุตสาหกรรมกาแฟในประเทศที่มีมูลค่าสูงถึง 65,000 ล้านบาท 

เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ Starbucks ประเทศไทย พร้อมพิชิตเป้าหมาย 600 สาขา เนตรนภาเผยว่า ทางบริษัทจึงมีแผนขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจผ่าน 4 แกนหลัก ดังนี้

  1. ยกระดับประสบการณ์และตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยด้วยนวัตกรรม

Starbucks เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงหลังๆ มานี้ ก็เร่งผลิตสินค้าและส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย อาทิ

  • Starbucks Aerocano อเมริกาโน่รูปแบบใหม่ที่เพิ่มสัมผัสความนุ่มละมุน
  • เพิ่มทางเลือกในการดื่ม ผ่านเมนูที่ไม่มีส่วนผสมของกาแฟ เช่น ชา หรือเครื่องดื่มที่มีผลไม้เป็นหลัก โดยเร็วๆ นี้จะมีชาไทยกับเครื่องดื่มทุเรียนด้วย
  • Iced Shaken Chocolate และ Starbucks Es Yen เครื่องดื่มใหม่ที่มาในราคาเริ่มต้นไม่ถึง 100 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ง่ายขึ้น
  • Merchandise ที่ไปคอลแลบกับแบรนด์ดังระดับโลกมากมาย เช่น Harry Potter และ POP MART MOLLY 
  1. สร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อความสัมพันธ์ระยะยาว

Starbucks มีโปรแกรมสมาชิกเป็นของตนเอง โดยปัจจุบันมีฐานสมาชิกมากกว่า 1.9 ล้านรายแล้ว และมูลค่าทางธุรกรรมที่เกิดจากลูกค้ากลุ่มนี้ยังเพิ่มเฉลี่ยกว่า 10% ต่อปีด้วย

นอกจากนั้น ภายในแอปพลิเคชันของ Starbucks ยังมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย เช่น การสั่งล่วงหน้า การสั่งแบบเดลิเวอรี การสั่งให้มาเสิร์ฟที่โต๊ะ การจองห้องประชุมผ่าน LINE OFFICIAL ACCOUNT และการส่งกิฟต์การ์ดผ่าน LINE

Starbucks

  1. รักษาความเป็นผู้นำด้วยคุณภาพและความแตกต่าง

คำว่า ‘คุณภาพ’ ของ Starbucks สามารถมองได้หลายแง่ เพราะทางแบรนด์ให้ความสำคัญทั้งในด้านวัตถุดิบ กระบวนการ สิ่งแวดล้อม บุคลากร และการออกแบบสาขาที่ให้ประสบการณ์เสมือนเป็นบ้านหลังที่สาม

เนตรนภาอธิบายว่า แต่ละสาขาของ Starbucks แม้จะมีโทนเดียวกัน แต่ออกแบบมาไม่เหมือนกัน โดยเน้นตามฟังก์ชันกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในพื้นที่ รวมถึงมีรูปแบบ ‘ไดรฟ์ทรู’ ถึง 92 สาขา เพื่ออำนวยความสะดวกระหว่างเดินทาง

  1. เติบโตคู่กับชุมชนและพาร์ทเนอร์

Starbucks ร่วมมือกับ ‘มูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน’ มานานถึง 23 ปี และมีเมล็ดกาแฟ ‘ม่วนใจ๋’ เป็นตัวเชื่อม โดยยอดขายบางส่วนจากเมล็ดกาแฟชนิดนี้จะส่งต่อให้ชาวไร่กาแฟในภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบัน สามารถรวบรวมยอดเงินได้กว่า 25 ล้านบาทแล้ว

ขณะเดียวกัน Starbucks ยังมีโครงการที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนอีกมากมาย อาทิ

  • โครงการ Coffee Farm Exchange Program: นำผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรจากศูนย์สนับสนุนชาวไร่ของ Starbucks ประเทศอินโดนีเซียมาถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในภาคเหนือ
  • ร่วมมือกับ SOS Foundation: ส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพให้แก่ผู้ที่ต้องการกว่า 3 แสนมื้อ รวมถึงขยายการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพทางโภชนาการให้แก่เยาวชนและชุมชนเปราะบาง
  • รณรงค์ใช้แก้วส่วนตัว ซึ่งมีลูกค้านำแก้วมาเองมากกว่า 36 ล้านครั้ง และยังมีแก้วสำหรับทานที่ร้านด้วย ส่งผลให้สามารถลดการใช้แก้วแบบใช้แล้วทิ้งไปมากกว่า 41 ล้านใบ

สุดท้ายนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้ Starbucks จะเป็นแบรนด์ต่างชาติที่ราคาพรีเมียมขนาดไหน แต่ก็อยู่คู่คนไทย และเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของหลายคนไปแล้วจริงๆ

ดังนั้น ในอนาคต Starbucks ประเทศไทยจะรังสรรค์นวัตกรรมและประสบการณ์ใหม่ๆ อะไรมาให้คนไทยอีกบ้าง ต้องติดตามกันต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา