คำต่อคำ ถ้อยแถลง ‘ฮุน มาเนต’ เริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ ปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

สมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เผยแพร่ถ้อยแถลงบนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน เรื่อง “การตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย” ซึ่ง “มติชน” แปลความมาให้ทราบรายละเอียดดังนี้

เพื่อนร่วมชาติชาวกัมพูชาทุกท่าน วันนี้ข้าพเจ้าขอแจ้งให้ชาวกัมพูขาทุกท่านทราบถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของรัฐบาลกัมพูชาเกี่ยวกับเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลกับประเทศไทย เราได้แจ้งเรื่องอย่างเป็นทางการกับไทยและต่อเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เราเริ่มต้นการดำเนินการดังกล่าวเพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามกระบวนการกฎหมายระหว่างประเทศ

เรายังคงแสวงหาการแก้ไขข้อพิพาทกับเพื่อบ้านโดยสันติวิธี และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะสานความสัมพันธ์กับประเทศไทยบนพื้นฐานของสันติภาพ ความร่วมมือ และความเคารพซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกัน อธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาก็ต้องได้รับการเคารพเช่นกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กัมพูชาและไทยมีกรอบความร่วมมือทวิภาคีในการแสวงหาทางออกอย่างสันติต่อข้อเรียกร้องสิทธิทางทะเลที่ทับซ้อนกัน กรอบดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อ บันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ MOU 2544

MOU ฉบับนี้สะท้อนถึงความเข้าใจร่วมกันของทั้งสองประเทศว่า เราควรร่วมมือกันเพื่อกำหนดเขตแดนทางทะเล และพัฒนาทรัพยากรในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันอย่างสันติและเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

Advertisement

เมื่อรัฐบาลไทยประกาศว่าจะถอนตัวออกจากกรอบความร่วมมือที่ดำรงอยู่มายาวนานนี้ กัมพูชาได้เรียกร้องให้ไทยทบทวนการตัดสินใจดังกล่าวอีกครั้ง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศไทยยังคงเลือกที่จะถอนตัว ซึ่งนั่นทำให้ MOU 2544 ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงฉบับเดียวที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกันเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลตลอดช่วง 25 ปีที่ผ่านมา จึงไม่สามารถใช้เป็นพื้นฐานในการดำเนินการต่อไปได้อีก เห็นได้ชัดว่า โอกาสในการบรรลุแนวทางแก้ไขผ่านการเจรจาทวิภาคีเพื่อหาทางออกระหว่างสองประเทศนั้นได้หมดลงแล้ว

ดังนั้น รัฐบาลกัมพูชาจึงได้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงทางเลือกที่สันติและชอบด้วยกฎหมายที่มีอยู่ซึ่งกัมพูชาจะสามารถนำมาใช้ได้ นั่นคือ UNCLOS ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของรัฐภาคีที่เกี่ยวข้องกับทะเล ซึ่งทั้งกัมพูชาและไทยต่างก็เป็นภาคีของอนุสัญญานี้

“กระบวนการประนอมภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation) เป็นกลไกทางกฎหมายที่สันติภายใต้กรอบ UNCLOS ซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศนำเสนอจุดยืนของตนต่อคณะผู้ประนอมอิสระจำนวน 5 ท่าน ซึ่งเป็นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศชั้นนำ

กระบวนการประนอมภาคบังคับได้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกและประสบความสำเร็จอย่างมากในกรณีระหว่างติมอร์-เลสเตและออสเตรเลีย ผ่านกระบวนการดังกล่าว ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลได้อย่างสันติในปี 2561 และนี่จะถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของ UNCLOS (หมายถึงการยื่นเรื่องของกัมพูชาให้ไทยเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับดังกล่าว)

กัมพูชาหวังว่าจะสามารถแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทโดยสันติได้อีกครั้ง นี่ไม่ใช่การยกระดับความขัดแย้ง แต่เป็นการเจรจาที่ได้รับการอำนวยความสะดวกระหว่างสองประเทศภายใต้การกำกับดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และมันไม่ใช่การดำเนินการฝ่ายเดียว แต่เป็นความพยายามในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ผ่านกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการดำเนินการด้วยความสุจริตใจ

ข้าพเจ้าขอพูดให้ชัดเจนว่า การเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ไม่ได้หมายความว่ากัมพูชากำลังหันหลังให้กับการเจรจา แต่กัมพูชากำลังนำการเจรจาเข้าสู่กรอบระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างชัดเจน ซึ่งได้รับความยอมรับร่วมกันจากทั้งสองประเทศ

ทั้งกัมพูชาและไทยต่างได้รับประโยชน์จากการยุติข้อพิพาทอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ซึ่งตกลงกันภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการประนอมระหว่างประเทศ และสอดคล้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ และจะช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังจะช่วยปกป้องอธิปไตย เสริมสร้างความเชื่อมั่น เปิดโอกาสให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการพัฒนา และสร้างโอกาสในการจ้างงานใหม่ ไม่เพียงแต่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเพื่อคนรุ่นต่อไปของกัมพูชาและไทยอีกด้วย

กัมพูชาไม่เคยละเมิดอธิปไตยของรัฐอื่น ขณะเดียวกัน กัมพูชาก็มีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเอง วันนี้ เราจะยังคงยืนหยัดต่อความรับผิดชอบนั้นต่อไป ไม่ใช่ด้วยกำลัง แต่ด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่ด้วยการกระทำฝ่ายเดียว แต่ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างสันติ

ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ชาวกัมพูชาทุกคนจงยึดมั่นในความสามัคคี ความเชื่อมั่น และความแน่วแน่ เพราะประเด็นเรื่องอธิปไตยเป็นเรื่องของคนทั้งชาติ