
จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อเน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจหลายฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมนั้น
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ออกจดหมายเปิดผนึก ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต่อการเยือนประเทศจีน ดังนี้
ท่ามกลางบรรยากาศความเกลียดชังต่อการดำเนินธุรกิจของจีนเทาในสังคมไทย ทั้งจีนเทาที่ทำมาหากินแบบแก๊ง มาเฟีย และจีนเทาที่จดทะเบียนบริษัทแบบถือหุ้นอำพราง หรือนอมินี ที่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากมลพิษในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ อย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้ ส่งผลให้ความเป็น “มิตรที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี” เพื่อประสงค์สร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างประชาชนไทยกับรัฐบาลจีนถูกทำลายอย่างย่อยยับ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนและรัฐบาลไทยจะไม่ตระหนัก และไม่พยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ดีขึ้น ยังคงมุ่งเน้นที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคตอื่นๆ ของนักลงทุนจีน อันจะนำมาซึ่งการทำลายขีดจำกัดหรือความสามารถของประเทศไทยในการเป็นแหล่งรองรับมลพิษจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลจีนประกาศเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่านายอนุทินจะไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมนี้ จึงเป็นโอกาสและความท้าทายอย่างยิ่งที่รัฐบาลโดยการนำของพรรคภูมิใจไทยจะเลือกดำเนินการทางการทูตที่เห็นหัวประชาชน หรือเหยียบย่ำประชาชน
เพราะจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีวาระเรื่องมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่ของนักลงทุนจีนในรัฐฉานของเมียนมา (และการตั้งโรงงานสกัดโลหะมีค่าจากขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมของนักลงทุนจีนในภาคตะวันออก) อยู่ในกำหนดการ จึงมีคำถามว่า “รัฐบาลไทยจะนำความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นสู่โต๊ะเจรจากับจีนหรือไม่?”
ก่อนจะไปปักกิ่ง นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรียังไม่เคยรับฟังประชาชนจากแม่น้ำกก สาย รวกและโขง ที่เดินธรรมยาตรา 68 กิโลเมตร เพื่อยื่นจดหมายถึงนายกฯ แม้กระทั่งคำเชิญให้นายกฯและเอกอัครราชทูตจีนลงพื้นที่เพื่อร่วมรับฟังปัญหาก็ไม่ได้รับการตอบรับ ซึ่งประชาชนมีข้อเรียกร้องหลัก คือ ให้ประกาศเรื่องภาวะมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองของนักลงทุนจีนในรัฐฉานเป็นนโยบายระดับชาติ และตั้งคณะทำงานระดับชาติที่มีอำนาจตัดสินใจจริง แต่รัฐบาลกลับตั้งเพียงคณะทำงานระดับกระทรวงที่ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา
เพราะว่ามลพิษไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นต้นทุนชีวิตของประชาชนที่ต้องจ่ายในทุกๆ วัน ซึ่งผลตรวจล่าสุดยังพบสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีสเกินมาตรฐานหลายจุดในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง และตะกอนดินหลายจุดในแม่น้ำโขงพบสารหนูสูงกว่าค่าปลอดภัยถึง 30 เท่า ประชาชนร้อยละ 70 ไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกกเพื่อดำเนินชีวิตประจำวันได้อีกต่อไป แต่ละครอบครัวต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อน้ำสะอาดเพิ่มเฉลี่ย 2,600 บาทต่อเดือน และร้อยละ 63 ต้องสูญเสียรายได้ที่เคยได้จากกิจกรรมของแม่น้ำ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ไม่เคยถูกนับรวมอยู่ในมูลค่าการค้าและการลงทุนไทย-จีน
ผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติได้ระบุชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับมลพิษข้ามพรมแดน ได้แก่ China Investment Mining Company ซึ่งเชื่อมโยงกับ Xiamen Tungsten Corporation และ Chifeng Gold โดยแร่ที่สกัดได้ถูกส่งเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมของจีนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม ดังนั้น นายอนุทินควรใช้อำนาจควบคุมผ่านจุดผ่านแดน โดยยกเลิกนำเข้าแร่ทั้งหมดจากเมียนมา เพราะไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศปลายน้ำ แต่เป็นรัฐทางผ่านของแร่ และเป็นส่วนหนึ่งของการผูกขาดห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญและแร่หายากของจีน
แม้ NAP (National Action Plan on Business and Human Rights) จะไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นนโยบายที่รัฐบาลไทยประกาศใช้เอง จึงไม่อาจอ้างว่าไม่มีหน้าที่ดำเนินการ ปัญหาของรัฐไทยจึงไม่ใช่การขาดกฎหมาย แต่คือการไม่ใช้บทบาทของรัฐไทยในความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชนอย่างเต็มที่
เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าว่าเผด็จการพม่าปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่าไม่มีการทำเหมืองใดๆ ในพื้นที่ คณะทำงานร่วมไทย-พม่า ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 ก็ยังไม่มีแผนงานที่เป็นรูปธรรม การหารือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศก็ล้มเหลว และข้อกฎหมายของไทยเกี่ยวกับการเอาผิดต่อการทำเหมืองไม่สามารถบังคับใช้ได้บนแผ่นดินเมียนมา จึงถึงเวลาที่นายอนุทินต้องหารือโดยตรงกับผู้นำจีนเพื่อให้จีนต้องรับผิดชอบจากผลของการดำเนินธุรกิจที่กดขี่และเหยียบย่ำประชาชนเมียนมาและไทย ซึ่งมีตัวอย่างจากหลายประเทศ เช่น คองโก กินีและซิมบับเว เริ่มใช้อำนาจของรัฐต่อรองกับนักลงทุนทำเหมืองแร่จากจีนแล้ว ขณะที่ไทยยังไม่กล้าใช้แม้แต่อำนาจตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่ที่ผ่านชายแดนของตนเอง
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเยือนจีนครั้งนี้ของนายอนุทินจะเป็นโอกาสและความท้าทายสำคัญที่จะดำเนินการทางการทูตที่เห็นหัวประชาชน ไม่นำผืนแผ่นดินและชีวิตประชาชนไปเป็นสินค้า และบอกกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ให้ชัดเจนว่ามลพิษข้ามพรมแดนที่โลหะหนักและสารพิษหลายชนิดไหลลงสู่แม่น้ำกก สาย รวกและโขง และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร จากการทำเหมืองของนักลงทุนจีนในเมียนมาเป็นภัยความมั่นคงร้ายแรงขั้นสุดของประเทศไทยที่จะต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนจากความรับผิดชอบของจีน
ด้วยความเคารพ





