บริษัทตัดคนออก แต่ AI กลายเป็นแพะรับบาป? วิจัยชี้สาเหตุอาจไม่ใช่ AI เสมอไป หลายที่ยังจ้างคนเพิ่ม รวมถึงเด็กจบใหม่ด้วย

AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเลย์ออฟครั้งใหญ่…จริงเหรอ?

นับตั้งแต่ที่ AI เริ่มเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของผู้คน กระแสการต่อต้าน AI และการพูดถึงเรื่องการจ้างงานที่ลดลงเพื่อหันไปทุ่มให้กับปัญญาประดิษฐ์ ดูเป็นสิ่งที่ร้อนแรงอย่างมากในโลกของการทำงาน

แต่ก็มีงานวิจัยหนึ่งที่ออกมาท้าทายความเชื่อเดิมๆ ด้วยการบอกว่า AI อาจดูเป็นแพะรับบาปของการเลย์ออฟมากเกินไป รวมถึงเหตุผลแท้จริงว่าบริษัทตัดคนออกเพราะ AI หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่พูดยาก

ข้อมูลนี้มาจากการวิจัยบริษัทกว่า 22,000 แห่ง ในสหรัฐอเมริกา ของ Ramp and Revelio Labs บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี ที่ศึกษาการใช้จ่ายด้าน AI ของบริษัทต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2021 ถึงปี 2026

ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจก็คือ บริษัทที่มีการนำ AI เข้ามาใช้งานมากที่สุด กลับเพิ่มจำนวนพนักงานมากขึ้นหลังจากนำเทคโนโลยีมาใช้ซะอย่างงั้น 

การจ้างงานนี้ไม่ได้มีแค่พนักงานในระดับซีเนียร์หรือผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มเด็กจบใหม่ที่ถูกมองว่ามีโอกาสถูก AI เข้ามาแทนที่มากที่สุด ก็มีการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ถึงแม้ว่าการเติบโตด้านจำนวนพนักงานนี้มักจะเกิดขึ้นในบริษัทใหญ่ที่มีทุนหนา และมักจะกระจุกอยู่ในแวดวงบริษัทด้านการผลิตสารสนเทศ เช่นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต สื่อ และเทคโนโลยี 

แต่ถึงอย่างนั้นการค้นพบนี้ก็ได้สั่นสะเทือนความเชื่อเดิมๆ ว่า AI อาจไม่ได้เป็น ‘ตัวร้าย’ ของคนวัยทำงานเสมอไป 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรามักจะเห็นข่าวบริษัทจำนวนมากประกาศเลย์ออฟพนักงานไม่ว่าจะเป็นในไทยหรือต่างประเทศ

พร้อมกับให้เหตุผลส่วนหนึ่งว่าเป็นผลมาจากการนำ AI เข้ามาใช้งาน จนทำให้หลายคนเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้คือสาเหตุหลักของการตัดพนักงาน

แต่งานวิจัยชิ้นนี้กลับมองว่า การโยงว่าการเลย์ออฟเกิดจาก AI แค่อย่างเดียว อาจเป็นการด่วนสรุปเกินไป

ในช่วงหลังมานี้ ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีหลายคนก็เริ่มออกมาแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างก็คือ Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA เคยให้สัมภาษณ์ว่า การที่นายจ้างอ้างว่า AI เป็นเหตุผลของการเลย์ออฟถือเป็นวิธีคิดที่ ‘ขี้เกียจ’ และมีแต่จะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คน

ขณะที่ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ก็เคยกล่าวว่า เขาไม่เชื่อว่าจะเกิด ‘การล่มสลายของการจ้างงาน’ แบบที่หลายคนกำลังกังวล หรืออย่างที่บางบริษัทในอุตสาหกรรมพยายามสื่อสารออกมา

มุมมองด้านกลับเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายองค์กรหันมาพยายามลดกระแสต่อต้าน AI ที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่กังวลว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแย่งงานหรือเปล่า

ตัวเลขจากงานวิจัยกลับทำให้หลายๆ คนต้องคิดใหม่ เพราะบริษัทในอเมริกาที่ลงทุนด้าน AI ในระดับสูง หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 34 ดอลลาร์สหรัฐต่อพนักงานหนึ่งคนต่อเดือน มีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.2% ภายในระยะเวลา 2 ปีหลังเริ่มใช้งาน AI

ขณะที่การจ้างงานเด็กจบใหม่ หรือในตำแหน่งระดับเริ่มต้นก็เพิ่มขึ้นถึง 12% ในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า AI ทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นเช่นกัน 

จากงานวิจัย การเติบโตด้านจำนวนคนนี้มักจะเกิดขึ้นในบริษัทใหญ่ที่มีเงินทุนมากกว่า และเติบโตได้ไวกว่า เช่น กลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ อินเทอร์เน็ต สื่อ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมไปถึงตำแหน่งด้านการขาย งานธุรการ และบริการลูกค้า

ที่ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้ อาจเป็นเพราะบริษัทใหญ่ๆ มักจะมีความพร้อมมากกว่าในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ไปพร้อมๆ กับการดึง AI เข้ามาใช้งานควบคู่กัน

แต่ถึงอย่างนั้น การมี AI ก็ยังไม่ได้การันตีผลลัพธ์ในการทำงาน เพราะแม้หลายบริษัทจะสามารถทำงานได้เร็วขึ้นหลังนำ AI เข้ามาช่วย แต่เมื่อมองในภาพใหญ่ ทั้งประสิทธิภาพโดยรวม รายได้ หรือกำไรขององค์กรกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

สำหรับประเทศไทยเอง หลายบริษัทเริ่มมีการนำ AI เข้ามาใช้งานอย่างจริงจังแล้ว และคนทำงานอย่างพวกเราเองก็คงเคยได้ยินเรื่องการลดจำนวนคนและหันไปทุ่มกับเทคโนโลยีกันไม่น้อย 

แต่นั่นจะเป็นเหตุผลแท้จริงหรือเปล่า หรือเกิดจากปัจจัยด้านธุรกิจที่ซับซ้อนกว่านั้น ก็ยังเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ แต่ที่แน่นอนก็คือ AI ได้กลายเป็นตัวร้ายสำหรับคนวัยทำงานไปแล้ว ถึงแม้จะมีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่าอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปก็ตาม

ที่มา: Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา