
ยศชนัน แจงกระทู้ถามสด สว. เปิดโรดแมป 3 ระยะ ดันไทยสู่ฮับเศรษฐกิจอวกาศอาเซียน ชูทำเลใกล้เส้นศูนย์สูตรประหยัดเชื้อเพลิง 15-20% เล็งใช้โมเดลร่วมทุนเอกชน (PPP) ป้องกันภาระการคลัง พร้อมเดินหน้าปลดล็อกเงื่อนไขสภาเภสัชฯ ตั้ง “สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ มทส.” แก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนบุคลากรการแพทย์เขตสุขภาพที่ 9 และหนุนอุตสาหกรรม Wellness ภาคอีสาน
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสข้อความระบุว่า
“เศรษฐกิจอวกาศ” (Space Economy) อุตสาหกรรมใหม่-ศักยภาพใหม่ ที่ยืนของไทยในอนาคต
วันนี้มาตอบกระทู้ถามสดในที่ประชุม สว. มี 2 เรื่องใหญ่ที่เป็นหัวใจในการกำหนดอนาคตของประเทศ ทั้งในมุมของ “โอกาสทางเทคโนโลยีแห่งอนาคต” และ “ความมั่นคงทางสุขภาพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่”
ผมขอสรุปแผนงานที่พวกเรากำลังผลักดันให้ทุกคนได้เห็นภาพและเดินไปพร้อมกัน
พิมพ์เขียว “เศรษฐกิจอวกาศ” เปลี่ยนความได้เปรียบของไทยให้เป็นอาชีพและอนาคต
โลกกำลังอยู่ในยุค New Space Economy ที่ไม่ได้ผูกขาดด้วยมหาอำนาจอีกต่อไป แต่ขับเคลื่อนโดยเอกชนและนวัตกรรมที่มีมูลค่าโจนทะยานแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (กว่า 36 ล้านล้านบาท) คำถามสำคัญคือ “ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน?” เราจะเป็นแค่ผู้ซื้อและผู้บริโภคข้อมูลดาวเทียมไปตลอดกาล หรือจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่
เหตุผลที่เราต้องศึกษาเรื่อง “ท่าอวกาศยานไทยเพื่อสันติ” (Commercial Spaceport for Peaceful Purposes) อย่างจริงจังในวันนี้ เพราะเรามีจุดแข็งและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนครับ
ทำเลของประเทศเรา : บ้านเราตั้งอยู่ใกล้ “เส้นศูนย์สูตร” ซึ่งตามหลักฟิสิกส์ การปล่อยจรวดจากจุดนี้จะได้แรงเหวี่ยงจากโลกมากที่สุด ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 15-20% ทำให้บรรทุกดาวเทียมได้หนักขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง นี่คือความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่ดึงดูดผู้ให้บริการจากทั่วโลก
ใช้โมเดลร่วมทุน PPP ไม่เป็นภาระคลัง : รัฐจะไม่เอาเงินงบประมาณหลายหมื่นล้านไปทุ่มสร้างโดยลำพัง แต่เราจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบ ส่วนการลงทุนจะมาจากภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญ สิ่งที่เราหวังไม่ใช่แค่ค่าปล่อยจรวด แต่คือ Spillover Effect ที่จะดึงดูดอุตสาหกรรมการบิน วัสดุศาสตร์ขั้นสูง และอิเล็กทรอนิกส์เข้ามา
หยุดปัญหาสมองไหล สร้างบ้านให้คนเก่ง : วันนี้เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ วิศวกรไทยเราสร้างดาวเทียม THEOS-2A ด้วยฝีมือคนไทย 100% สำเร็จแล้ว และมหาวิทยาลัยกว่า 30 แห่งผลิตวิศวกรการบินและอวกาศปีละหลายร้อยคน การสร้างระบบนิเวศนี้คือการสร้าง “บ้าน” รองรับคนเก่งเหล่านี้ให้ได้ใช้ความสามารถพัฒนาบ้านเกิด
ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมต้องเป็นที่หนึ่ง : แนวปล่อยจรวดและชิ้นส่วนที่สลัดออก (Drop Zones) ต้องตกลงสู่มหาสมุทรในจุดที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงชุมชนเด็ดขาด พร้อมทำ EIA/EHIA และเปิดรับฟังเสียงประชาชนอย่างโปร่งใส ไม่มีการทำโครงการบนความเดือดร้อนของประชาชนแน่นอนครับ
เรามีโรดแมป 3 ระยะสู่ศูนย์กลางอาเซียนครับ
ระยะ 1 (ภายใน 1-2 ปี) : ศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ในทุกมิติให้จบ ดัน พ.ร.บ.กิจการอวกาศ และออกมาตรการจูงใจร่วมกับ BOI
ระยะ 2 (ปีที่ 3-5) : คัดเลือกพื้นที่และเปิดประมูล PPP เริ่มก่อสร้างและให้บริการปล่อยจรวดขนาดเล็กในระดับกึ่งวงโคจร (Sub-orbital Launch) หรือการท่องเที่ยวอวกาศเพื่อทดสอบระบบ
ระยะ 3 (ปีที่ 5-10 ): เปิดให้บริการปล่อยจรวดสู่วงโคจรจริง (Orbital Launch) เต็มรูปแบบ ก้าวเป็นฮับเศรษฐกิจอวกาศแห่งอาเซียน
ตั้ง “สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ มทส.” แก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนและยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพอีสาน
อีกหนึ่งเรื่องเร่งด่วนคือการผลักดันจัดตั้ง สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเภสัชกรในพื้นที่ภูมิภาคอย่างรุนแรง
เป้าหมายสากลเราต้องการเภสัชกรต่อประชากรที่ 1:2,000 ปัจจุบันภาพรวมประเทศอยู่ที่ 1:2,700 แต่ถ้าดู “เขตสุขภาพที่ 9” (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์) วิกฤตถึง 1:5,000 การเปิดคณะในพื้นที่คือคำตอบ เพราะถ้าคนท้องถิ่นได้เรียนที่บ้านเกิด เขาก็จะทำงานดูแลคนในพื้นที่ของเขาครับ
วันนี้เราเดินหน้าปลดล็อกเงื่อนไขของสภาเภสัชฯ คืบหน้าครบทุกด้านแล้วครับ
ตั้งเป็นสำนักวิชาเภสัชฯ โดยตรง : เพื่อให้มีผู้บริหารจากวิชาชีพตัวจริง เข้ามาดูแลตามมาตรฐาน
อัตราอาจารย์ (1:6) : อว. กำลังรวบรวมคำขอ เพื่อเตรียมเสนอ ครม. ช่วยสนับสนุนกำลังคนทันที
หลักสูตรและพี่เลี้ยง : ปรับเนื้อหาจนเข้มข้น โดยมี ม.ขอนแก่น (มข.) เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงดูแลมาตรฐานอย่างไร้ปัญหา
ห้องปฏิบัติการและครุภัณฑ์ : ตั้งงบฯ ปี 2570 มารองรับ เพื่อปิดช่องว่างด้านอาคารสถานที่ให้สมบูรณ์
ไทม์ไลน์จากนี้ชัดเจนครับ โครงสร้างจะเสร็จภายในเดือน พ.ย. นี้ โดย อว. จะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงผ่านระบบ CHESA ช่วยตรวจรับรองมาตรฐาน เพื่อให้เปิดได้เร็วที่สุดและมีคุณภาพที่สุดครับ”
และการตั้งเภสัชฯ มทส. เรามองไกลถึงการวางตำแหน่งไทยให้เป็น Clinical Trial Hub ขับเคลื่อน Wellness Economy นำความได้เปรียบเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ของภาคอีสาน มาต่อยอดตั้งแต่เวชสำอางไปจนถึงการพัฒนายาใหม่ (Drug Discovery)
ที่สำคัญคือ มทส. มีโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศอย่าง ศูนย์เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน ซึ่งผมเพิ่งลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เราพร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนมาสนับสนุนงานวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ให้เป็นเลิศ และเป็นความภาคภูมิใจของชาวอีสานครับ
ทั้งสองเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจอวกาศหรือการผลิตแพทย์และเภสัชกร ไม่ใช่ความฝันที่เลื่อนลอยครับ แต่คือ ‘ความจำเป็นทางยุทธศาสตร์’ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ตกอยู่กับพี่น้องประชาชนโดยตรง เป็นอีกหนึ่งประตูแห่งโอกาสในการ ‘พัฒนาทุนมนุษย์’ สร้างงานมูลค่าสูง และสร้างบ้านหลังใหม่ให้คนเก่งของไทยได้ใช้ความสามารถพัฒนาบ้านเกิด โดยที่เราไม่ต้องกังวลเรื่องสมองไหลอีกต่อไป
เราดำเนินการเรื่องนี้อย่างรัดกุมและโปร่งใส เพื่อให้ลูกหลานของเราได้เติบโตในระบบนิเวศนวัตกรรมที่ดี มีอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนครับ





