สภาเสียงแตก กม.สันติสุข ตัดสิทธิเยาวชนคดี 112 พ้นนิรโทษฯ ปชน.ชัดไม่จริงใจ พท.ยันหนุนฉบับนี้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯ พิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

โดย นายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการที่วุฒิสภาแก้ไขความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ให้รวมถึงเด็กอายุ 18 ปี ที่ผ่านมามาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมืองทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งกลายเป็นจำเลย เพราะการตั้งคำถามหรือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยสันติ การตัดความผิดมาตรา 112 ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การปรองดองแต่เป็นการเลือกปรองดองเฉพาะบางฝ่าย ให้อภัยเฉพาะบางคน ปัญหามาตรา 112 คือการตีความที่ไม่มีความแน่นอน แต่มีโทษรุนแรง จำคุก 3-15 ปี ที่เป็นผลมาจากการรัฐประหาร หลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน แก้ไขเพิ่มโทษมาตรา 112 เพราะเชื่อว่ามรดกความมั่นคงคือ การทำให้ประชาชนเงียบโครงสร้างโทษดังกล่าวอยู่กับสังคมไทยถึงปัจจุบัน ทำให้เยาชนต้องมาแบกรับผลดังกล่าว ถูกดำเนินคดี คุมขัง เพียงเพราะเกิดมาในยุคที่กล้าตั้งคำถามมากขึ้น

นายสหัสวัตกล่าวต่อว่า ความขัดแย้งไม่เคยแก้ได้ด้วยการเอาคนเห็นต่างไปขังคุก ปัญหามาตรา 112 มี 4 ชั้นคือ 1.ความไม่ชัดเจนของกฎหมาย ถ้อยคำหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ควรมีขอบเขตชัดเจนมากกว่ากฎหมายอาญาทั่วไป บางครั้งแค่พูดในแง่วิชาการก็ถูกตีความเป็นความผิด ทำให้คนมีอำนาจได้เปรียบ ประชาชนต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง 2.โทษไม่ได้สัดส่วน จำคุก 3-15 ปี ต่อกรรม เป็นโทษที่รุนแรง 3.กระบวนการยุติธรรมก่อนคำพิพากษา ถูกลงโทษตั้งแต่วันที่ถูกกล่าวหา หลายคนถูกปฏิเสธประกันตัว จำกัดสิทธิเสรีภาพ แม้ในที่สุดจะถูกยกฟ้อง แต่ถูกลงโทษไปแล้ว 4.ปัญหาการเมืองและสังคม มีการใช้คดีเป็นเครื่องมือเล่นงานคู่ขัดแย้ง ทำให้สถาบันถูกดึงมาอยู่ในความขัดแย้ง การปกป้องสถาบันต้องไม่ทำลายหลักนิติรัฐ สิทธิขั้นพื้นฐานประชาชน ดังนั้นหากจะนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างจริงใจ ต้องไม่ถูกตัดออกจากการพิจารณาโดยอัตโนมัติ ถ้าไม่แตะคดี 112 จะไม่สามารถปิดบาดแผลทางการเมืองได้

ขณะที่ นายธงธรรม เวชยชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอร่วมสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ และยอมรับว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่ ส.ว.แก้ไขไม่ให้เด็กอายุ 18 ปีได้รับนิรโทษกรรม ความผิดมาตรา 112 เข้าใจถึงความผิดหวังนี้ แต่การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีกฎหมายใดที่ทำให้ทุกฝ่ายได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ แต่หากสภาฯ เลือกใช้วิธีตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมฯ สิ่งที่ต้องเจอคือ การรอคอยอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งจะทำให้ประชาชนหลายพันคนไม่มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ และระหว่างรอก็ไม่ได้หมายความว่า จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะหลักการกฎหมายถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วาระที่ 1 โอกาสเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญกฎหมาย แทบเป็นไปไม่ได้ หากมองตามข้อเท็จจริงในวันนี้ ก็ไม่มีเยาวชน 18 ปี ถูกคุมขังตามความผิดมาตรา 112 ดังนั้น การรอ 1 ปีก็อาจไม่มีผลลัพธ์ทางปฏิบัติตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง และโอกาสที่ กมธ.ร่วมจะเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญทางกฎหมายก็มีอย่างจำกัด

Advertisement

“ดังนั้น ต้องเลือกว่าจะให้ประเทศเดินหน้าได้ทันทีหรือให้ทุกอย่างหยุดรอ โดยไม่มีหลักประกันสิ่งที่หวังจะเกิดขึ้นจริง หัวใจกฎหมายนี้คือ การก้าวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่สังคมยอมรับได้ ไม่มีใครได้ทั้งหมด ไม่มีใครเสียทุกอย่าง กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นก้าวแรกที่เกิดขึ้นจริง ย่อมมีค่ามากกว่าก้าวที่สมบูรณ์แบบแต่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง อย่าให้การต่อสู้ไปพรากโอกาสของคนอีกหลายพันคน จุดยืนพรรคเพื่อไทยคือ การหาทางที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ และก้าวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในอนาคตถ้าสังคมไทยมาถึงจุดที่พร้อมจะพูดคุยในเรื่องละเอียดอ่อนได้ ก็สามารถกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งได้” นายธงธรรมกล่าว

ด้าน นายบุญรวี ยมจินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมใจไทย กล่าวว่า การไม่นิรโทษกรรมเด็กอายุ 18 ปีที่มีความผิดมาตรา 112 เป็นเรื่องละเอียดอ่อน น่าเห็นใจ แต่เยาวชนมีกฎหมายเฉพาะคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว ที่ผ่านมาศาลก็ตัดสินยกฟ้องเยาวชนจำนวนมาก การนิรโทษกรรมต้องไม่ช่วยทุกคน ทุกฝ่าย หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญระบุว่า สถานะของพระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใดๆ มิได้ การไปนิรโทษกรรมเยาวชนเหล่านี้ มั่นใจได้อย่างไรว่า ในอนาคตจะไม่สร้างปัญหาความขัดแย้ง มาตรา 112 จึงเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้ใครมาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน

ฟาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า ตนสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ที่ส.ว.แก้ไข แต่กังวลในบัญชีแนบท้ายที่กำหนดให้นิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 124 มาตรา 184 และมาตรา 190 ซึ่งว่าด้วยความผิดที่เกี่ยวกับความลับประเทศ การช่วยให้ผู้อื่นไม่ให้รับโทษและช่วยเหลือผู้หลบหนี ซึ่งตนกังวลว่ามีความเกี่ยวข้องกับการชุมนุมอย่างไร หรือต้องการเอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่ ดังนั้น จึงขอฝากไปยังกรรมการตามกฎหมายที่ต้องใช้ดุลยพินิจพิจารณานิรโทษกรรมด้วยว่า หากใช้ดุลยพินิจที่เอื้อประโยชน์ทางกฎหมายใน 3 มาตราดังกล่าว และใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ อาจทำให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ได้

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนมีคำถามต่อการเติมบัญชีแนบท้ายที่ให้นิรโทษกรรมเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง และการเลือกส.ว. ซึ่งไม่เกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือ กลุ่ม กปปส. ว่าระบุไว้ทำไม ทั้งนี้ มีคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีประเด็นเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว ส.ว. ทำให้ผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ที่รวมถึงกลุ่มการเมืองที่มีคนดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ทราบว่าจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาในประเด็นใด แต่หากที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตอาจได้รับประโยชน์