
บทบรรณาธิการเป็นอันยุติหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 โดยระบุว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 2 แสนล้านบาท ส่วนแรกเพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ อาทิ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐบาลดำเนินการไปแล้ว อีกส่วนให้เหตุผลว่าเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก
ฝ่ายค้านเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าพระราชกำหนดดังกล่าวไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า “ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้” ก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
ฝ่ายค้านมองว่าเงิน 2 แสนล้านบาทส่วนแรกเรื่องปากท้องนั้นพอรับฟังได้ เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจของไทยและทั่วโลกนั้นได้รับผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน แต่สำหรับเงินส่วนที่ 2 ฝ่ายค้านเห็นว่าเข้าข่ายเป็นโครงการระยะยาว ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนจนต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน แต่ควรเสนอผ่านกระบวนการ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ ปกติ เพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็แบ่งเป็น 2 ส่วนเช่นกัน ส่วนแรกนั้นมีมติเอกฉันท์ 9-0 ว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนเงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน มีมติ 7-2 ว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นกัน คำวินิจฉัยที่ออกมาทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าตามแผนส่วนที่ 2 ได้ทันที หลังจากละล้าละลังมาพักใหญ่ แม้ยังมีอีกหลายขั้นตอน เช่น ต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ขั้นตอนการกู้ยืมเงิน และการเบิกจ่าย แต่สำคัญที่สุดไม่พ้นการตรวจสอบทั้งจากฝ่ายค้านและภาคประชาชน ว่าเงินกู้ดังกล่าวทำได้ตามวัตถุประสงค์และเหมาะสมเพียงใด
เพราะต้องไม่ลืมว่าหนี้เงินกู้ส่วนนี้ประชาชนทุกคนต้องรับผิดชอบในอนาคต แม้ไม่ขนาดดึงเงินออกจากกระเป๋าตรง ๆ แต่กระทบในทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นงบฯ ลงทุน หรือการเยียวยาในวาระต่าง ๆ รวมถึงโครงการอื่น ๆ ที่อาจหายไปหรือได้น้อยลง เนื่องจากต้องนำเงินส่วนหนึ่งในทุก ๆ ปีไปชำระหนี้นั่นเอง





