‘ษัษฐรัมย์’ ปลุกคนทำงาน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำ “ไม่เอาของชำร่วย เราจะเอาสวัสดิการ”


11 ก.ค. 2569 | 08:40น.
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
คอลัมน์: สัมภาษณ์ 

การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ถือเป็นการเลือกตั้งระดับสนามใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ด้วยจำนวนผู้มีสิทธิ์ส่งเสียงและขับเคลื่อนเม็ดเงินกองทุนมหาศาลกว่า 10 ล้านคน ทว่าภายใต้เงื่อนไข “ต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง” ในวันที่ 27 กันยายนนี้ ทำให้ช่วงเวลานี้คือ “โค้งสุดท้าย” ที่ทั้งฝั่งนายจ้างและผู้ประกันตนจะยอมตกขบวนไม่ได้

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ตัวแทนจากทีมประกันสังคมก้าวหน้า ถอดรหัสโครงสร้างกองทุนประกันสังคมในยุคเปลี่ยนผ่าน จากบอร์ดแต่งตั้งสู่บอร์ดเลือกตั้งสะท้อนตัวเลขประสิทธิภาพการบริหารงาน ความโปร่งใส และผลตอบแทนการลงทุนที่ก้าวกระโดด พร้อมโจทย์หินเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งผ่าตัดใหญ่เพื่อผลประโยชน์ของคนทำงาน

ทำไมต้องลงทะเบียน? ปลดล็อกข้อจำกัด สู่พลังต่อรอง 10 ล้านเสียง

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ เริ่มต้นฉายภาพความสำคัญของการลงทะเบียนในโค้งสุดท้ายว่า แม้ประกันสังคมจะเป็นสนามเลือกตั้งที่มีผู้มีสิทธิ์มากกว่า 10 ล้านคน ครอบคลุมทั้งสัดส่วนนายจ้างและผู้ประกันตน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการกระจายตัวภูมิภาคของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จึงจำเป็นต้องจัดระบบด้วยการให้ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อความสะดวกในการจัดเตรียมคูหาและสิทธิ์ต่างๆ

“ต้องย้ำว่าถ้าไม่ลงทะเบียน จะไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งในช่วงวันที่ 27 กันยายนนี้ อันนี้สำคัญที่สุด ถ้าเรามองเห็นปัญหาของสำนักงานประกันสังคม หรือเห็นข้อเสนอการปฏิรูปต่างๆ ของผู้สมัครในแต่ละทีมที่น่าสนใจ อันดับแรกเลยคือต้องลงทะเบียนก่อน ถ้าไม่ทำ พอใกล้ถึงวันแล้วกระแสคึกคักขึ้นมา เราจะรู้สึกว่าตกขบวนและไม่สามารถไปใช้สิทธิ์ได้”

สำหรับผู้ประกันตนและนายจ้างที่ต้องการลงทะเบียน ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้ยังคงสามารถดำเนินการได้ โดยหากระบบลงทะเบียนออนไลน์มีปัญหาขัดข้อง สามารถเดินทางไปสอบถามและลงทะเบียนได้โดยตรงที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศโดยไม่มีวันหยุด

ผ่าตัดทุจริตลด 10 เท่า-ดันผลตอบแทนชน 5.9%

เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างบอร์ดประกันสังคมระบบแต่งตั้งในอดีต กับบอร์ดที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของคนทำงาน รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ได้สะท้อนภาพเปรียบเทียบผ่านมิติสำคัญ 3 ด้าน คือ การบริหารสำนักงาน, สิทธิประโยชน์ และการบริหารการลงทุน โดยเฉพาะจุดต่างหลังจากกองทุนอยู่ภายใต้บอร์ดแต่งตั้งของ คสช. ยาวนานถึง 9 ปี (พ.ศ. 2557–2566)

1. ด้านการบริหารสำนักงานและความโปร่งใส

จากการตรวจสอบผ่านแพลตฟอร์ม “AI จับโกง” เพื่อสแกนโครงการภาครัฐ พบสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับงบบริหารสำนักงานประกันสังคม (เฉลี่ยประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี) ดังนี้:

  • ปี 2567 (งบประมาณปี 2566 ที่อนุมัติก่อนบอร์ดเลือกตั้งเข้ามาทำงาน): มีสถิติโครงการที่ เสี่ยงทุจริตสูงถึง 11% หรือคิดเป็นมูลค่าเงินเกือบ 600 ล้านบาท
  • ปี 2568 (หลังบอร์ดเลือกตั้งเข้ามาบริหารและฉายไฟส่องตรวจสอบ): โครงการที่เสี่ยงทุจริต ลดลงเหลือเพียง 1.5% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสี่ยงประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากเดิมถึง 10 เท่า

2. ด้านสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน

ระบบบอร์ดเลือกตั้งสร้าง “ระบบนิเวศเปิด” ที่เชื่อมโยงกับภาคประชาชนและฝ่ายนิติบัญญัติ ส่งผลให้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาและอนุมัติสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนทำงานเพิ่มขึ้นเกือบ 20 รายการ รวมถึงการผลักดัน “สูตรบำนาญแคร์ (CARE) สูตรใหม่” ร่วมกับกระทรวงแรงงาน

3. ด้านผลตอบแทนการลงทุน

บอร์ดที่มาจากการเลือกตั้งได้รื้อและวางกรอบการลงทุนใหม่ ปรับลดการใช้ดุลพินิจในการลงทุนภายในประเทศ และสร้างกรอบบริหารความเสี่ยงเพื่ออุดรอยรั่วจากบทเรียนในอดีต

  • สถิติเดิม: ผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 3%
  • สถิติใหม่ (ปี 2568–2569): ผลตอบแทนการลงทุนขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 5.9%

“นี่คือประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นจากการคลิกของการมีบอร์ดที่เป็นตัวแทน แล้วเราฉายไฟส่องเข้ามา บอร์ดที่มาจากการเลือกตั้ง ด้านหนึ่งคือภาพตัวแทนของประชาชน ตัวแทนความหวัง ตัวแทนความเจ็บปวดและความไม่พอใจ นี่คือความต่างจากระบบปิดในอดีต”

โจทย์หินเชิงโครงสร้าง ปลดล็อกขัดแย้ง “นายจ้าง-ลูกจ้าง” สู่ผลประโยชน์ร่วม

ในมิติความท้าทายเชิงโครงสร้าง รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ มองว่าโจทย์ใหญ่ของบอร์ดชุดใหม่คือการประสานผลประโยชน์ระหว่างฝั่งนายจ้างและผู้ประกันตน ซึ่งในรอบนี้ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้ดึงกลุ่มนายจ้างที่มีความเข้าใจในตัวผู้ประกันตนเข้ามาร่วมขับเคลื่อน เนื่องจากบริบทของบอร์ดประกันสังคมมีความพิเศษเฉพาะตัวที่แตกต่างจากบอร์ดไตรภาคีอื่นๆ

“บอร์ดประกันสังคมไม่เหมือนบอร์ดค่าจ้างที่นายจ้างกับลูกจ้างต้องมาเถียงกัน เพราะนี่คือกองทุนที่ทุกคนจ่ายเงินสมทบมาแล้ว เป้าหมายของนายจ้างคืออยากให้สวัสดิการระบบนี้ดี เพื่อที่บริษัทจะได้ไม่ต้องควักเงินทำสวัสดิการเพิ่ม ขณะที่ลูกจ้างก็ปรารถนาคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ดี มันจึงเป็นสมการที่ Win-Win ทั้งสองฝ่าย หน้าที่ของเราคือร่วมมือกันผลักดันให้ระบบราชการทำงานได้ดีขึ้น”

ทั้งนี้ สิ่งที่บอร์ดชุดใหม่สามารถลงมือทำได้ทันทีเพื่อทลายกำแพงโครงสร้างเดิม คือ การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยจะผลักดันระเบียบวาระและรายงานการประชุมต่างๆ ให้สาธารณชนรับทราบ พร้อมทั้งเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมบอร์ดผ่านลิงก์ Zoom ได้ตามมาตรฐานเดียวกับการประชุมของบอร์ด สปสช. เพื่อให้ทุกการตัดสินใจยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์ของเจ้าของเงินสมทบตัวจริง

“เราไม่ได้ต้องการของชำร่วย เราต้องการสวัสดิการ”

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ได้ส่งข้อความสื่อสารโดยตรง (Call to Action) ไปถึงคนทำงานและผู้มีสิทธิ์ทุกคนในโค้งสุดท้ายของการลงทะเบียนเลือกตั้งครั้งนี้

“หลายคนอาจรู้สึกท้อแท้และมองว่าประเทศนี้มีการทุจริตอยู่ทุกที่จนชินชา แต่สำหรับประกันสังคม มันคือเงินของคนธรรมดา เงินของคนหาเช้ากินค่ำ เงินที่เก็บไว้เพื่อหวังจะมีเงินเกษียณและการรักษาพยาบาลที่ดีในอนาคต การสูบเงินเหล่านี้ออกไปใช้ในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง ไปให้เฉพาะพวกพ้องตัวเองแล้วพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ทิ้งท้ายว่า ในรอบ 2 ปีครึ่ง มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่คนทำงานจะสามารถส่งเสียงเพื่อกำหนดอนาคตของตัวเองผ่านคูหาเลือกตั้ง

“เสียงที่ทรงพลังที่สุดคือการเลือกตั้ง ถ้าไม่ลงทะเบียนก็ไม่มีสิทธิ์เลือก หรือถ้าลงทะเบียนแล้วไม่ไปใช้สิทธิ์ ก็จะเปิดโอกาสให้เสียงจัดตั้งของคนกลุ่มเล็กๆ เข้ามามีบทบาทและกำหนดทิศทางเงินของเราแทน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจำเป็นต้องย้ำคือ เราไม่ได้ต้องการของชำร่วย แต่เราต้องการสวัสดิการ”