
วันที่ 14 ก.ค. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบหลักการ ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (การปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) ตามที่ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ หลังจากครม.เห็นชอบ ต้องนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อโหวต 3 วาระ และต้องผ่านวุฒิสภา แต่จะใช้ระยะเวลามากน้อยเพียงใดยังไม่ทราบ แต่หวังว่าจะเสร็จภายในสิ้นปีนี้หรือไม่เกินต้นปีหน้า ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานราบรื่นและไม่เป็นอุปสรรค ต้องมีการนำเรื่องชะลอการแต่งตั้งข้าราชการ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า หน่วยงานที่จะอยู่ในกระทรวงกีฬา คือ สำนักปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเดิม และกรมพละศึกษา กกท. และมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ ส่วนกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ตำรวจท่องเที่ยว จะไปรวมอยู่กับกระทรวงใหม่ คือ กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่อง ข้อเสนอโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
น.ส.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบ การปรับปรุงเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีเป้าหมายเพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐบาลเข้าถึงผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง โดยที่ ครม. มีมติเห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอ ดังนี้
1.เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) ที่เป็นกลุ่มชายขอบกลุ่มตกหล่น (กลุ่มชายขอบ) ซึ่งกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้มีการสำรวจในช่วงการลงทะเบียน (ระหว่างวันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569) จำนวน 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 ต่อไป
2.ไม่นำเกณฑ์คุณสมบัติข้อ 3 บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ ในกรณี บิดา มารดาของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดามาเป็นเกณฑ์คุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 เนื่องจากอาจจะกระทบต่อผู้มีเงินได้และบิดามารดาของผู้มีเงินได้ตามสิทธิฯ ในปัจจุบัน
3. ปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จากไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เป็นไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด โดยไม่รวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม และ 4. กำหนดให้ผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 เริ่มใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (สิทธิฯ) ดังนี้ ผู้มีบัตรฯ รายเดิม เริ่มใช้สิทธิฯ ตามโครงการฯ ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้ เป็นต้นไป ส่วนผู้ได้รับบัตรฯ รายใหม่ เริ่มใช้สิทธิฯ ตามโครงการฯ ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป
นายวินิจ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบผู้ที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 18.8 ล้านราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการรายเดิม และได้มายืนยันตัวเป็นที่เรียบร้อย 12.72 ล้านคน กลุ่ม 2 เป็นกลุ่มที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แต่ยังไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 1.05 ล้านคน และกลุ่ม 3 เป็นกลุ่มตกหล่น กลุ่มเปราะบาง ไม่เคยได้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เคยอยู่ในรายชื่อของ มท. และ พม. แต่เป็นผลจากการลงพื้นที่สำรวจเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 5.04 ล้านคน ซึ่งกระทรวงการคลัง จะคัดกรองตามคุณสมบัติ เพื่อนำเสนอ ครม.พิจารณาในครั้งนี้ด้วย
“วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม นำเกณฑ์ล่าสุด ที่ ครม. เห็นชอบเข้าสู่การพิจารณา และประกาศผลวันที่ 17 กรกฎาคม 2569” นายวินิจกล่าว





