กอดความรู้สึก Bittersweet สุขปนเศร้าก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะใจเรากำลังเติบโต

เคยเป็นไหม? ฟีลแบบดีใจสุดๆ แต่จู่ๆ ก็น้ำตาซึม เช่น วันเรียนจบที่ได้ถ่ายรูปกับเพื่อนแก๊งเดิม วันที่ต้องย้ายออกจากหอพักที่อยู่มาหลายปี หรือตอนที่ศิลปินคนโปรดร้องเพลงสุดท้ายในคอนเสิร์ต อารมณ์ที่ทั้ง ‘ใจฟู’ และ ‘ใจหวิว’ ไปพร้อมกันนี้เรียกว่าความรู้สึกแบบ Bittersweet บางคนอาจจะสับสนว่า ตกลงเราแฮปปี้หรือเราเศร้ากันแน่? วันนี้อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจตัวเองใหม่ ว่าอารมณ์นี้ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือความงดงามของการเป็นมนุษย์

เพราะสมองคือสเตตัสพิเศษ


เวลาที่เราทั้งยิ้มและร้องไห้ สมองเราไม่ได้กำลังรวนหรือสลับอารมณ์สับไปสับมาเหมือนกดรีโมตทีวีนะ แต่งานวิจัยทางประสาทวิทยาพบว่า เวลาที่เราอยู่ในโหมด Bittersweet สมองส่วนจัดการอารมณ์ (Amygdala) และส่วนจัดการรางวัลและความสุข (Nucleus accumbens) จะทำงานร่วมกันจนเกิดเป็นรูปแบบใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แปลว่าร่างกายเราถูกออกแบบมาให้รับมือกับความสุขและความเศร้าพร้อมๆ กันได้แบบชิลๆ

ยิ่งเข้าใกล้ตอนจบยิ่งอินกับความหมายของชีวิต

 

ทำไมตอนจะเรียนจบ หรือตอนที่รู้ว่าจะต้องแยกย้ายกับเพื่อน เราถึงรู้สึกรักเพื่อนมากกว่าปกติ? ทฤษฎีทางจิตวิทยาบอกว่า เมื่อเรารู้สึกได้ถึง ‘ข้อจำกัดของเวลา’ หรือจุดสิ้นสุดที่กำลังจะมาถึง เราจะเลิกโฟกัสเรื่องจุกจิก แล้วหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีความหมายต่อจิตใจจริงๆ ความตระหนักรู้ว่าช่วงเวลาดีๆ นี้กำลังจะผ่านไป (และเราเอามันกลับมาไม่ได้แล้ว) คือตัวการสำคัญที่ทำให้ความสุขตรงหน้าถูกผสมเข้ากับความเศร้า กลายเป็นความรัญจวนใจ (Poignancy) นั่นเอง

พักก่อน Toxic Positivity (ฉันต้องแฮปปี้ตลอดเวลา)

 
โลกยุคนี้ชอบกดดันให้เราต้องคีพลุค Good Vibes Only คิดบวกสิ ห้ามเศร้านะ ซึ่งบางครั้งมันกลายเป็น Toxic Positivity หรือการคิดบวกที่เป็นพิษ ทำให้เรารู้สึกผิดเวลาที่ตัวเองเศร้า แต่ในมุมของวัฒนธรรมตะวันออก (แบบบ้านเรา) เราถูกปลูกฝังการมองโลกแบบพึ่งพากัน ที่มองว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ความสุขกับความทุกข์เป็นของคู่กันและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ การยอมรับว่า ‘สุขและเศร้าอยู่ร่วมกันได้’ จึงทำให้เราจัดการกับความรู้สึกขัดแย้งในใจได้ดีกว่า โดยไม่ต้องฝืนยิ้มตลอดเวลา

เปลี่ยนความเจ็บปวด ให้เป็นพลังวิเศษ

 
รู้ไหมว่าความรู้สึก Bittersweet คือวัตถุดิบชั้นดีของความสร้างสรรค์และการเติบโตการยอมรับความโศกเศร้าและความโหยหา จะช่วยเปิดประตูให้เราเข้าใจความหมายของชีวิตได้ลึกซึ้งขึ้น ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เราเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คอนเนกต์กับคนรอบข้างได้ดีขึ้น และงานวิจัยยังชี้ว่าคนที่เปิดรับอารมณ์ผสมผสานแบบนี้ จะมีแนวโน้มที่จะมีชีวิตที่มีความหมายและบรรลุศักยภาพสูงสุดของตัวเอง (Eudaimonic wellbeing) ได้ดีกว่าด้วย

วันไหนที่รู้สึก Bittersweet ไม่ต้องพยายามกดความเศร้าทิ้งไป หรือสงสัยว่าตัวเองเป็นอะไร ปล่อยให้ตัวเองได้อินไปกับมัน เพราะการที่เราเศร้าที่ต้องสูญเสียบางสิ่งไป นั่นแปลว่าสิ่งนั้นหรือคนคนนั้น เคยสร้างความสุขและความหมายให้กับชีวิตเรามากจริงๆ ทุกการเติบโตมักจะมีความเจ็บปวดปะปนอยู่เสมอ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราสมกับเป็นชีวิตของมนุษย์จริงๆ