ในยุคที่ร้านอาหารต่างแข่งขันกันสร้างความตื่นตาตื่นใจ minimalmeal กลับเลือกทำสิ่งตรงกันข้าม ด้วยการลดทุกองค์ประกอบให้เหลือเพียงชา วัตถุดิบ และความเงียบ
ประเด็นสำคัญ
Tea Table ขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้นสองของอาคาร ย่านทองหล่อ ไม่ได้เป็นร้านชาที่คุณแวะมานั่งดื่มแล้วกลับ แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้ใช้ชีวิตลงสัก 2 ชั่วโมงครึ่ง ผ่านคอร์สชาและของหวานประจำฤดูกาลชุดใหม่ Siamese Summer ที่ตีความฤดูร้อนของไทยด้วยผลไม้ ชา และรสชาติที่ค่อยๆ คลี่คลายไปทีละลำดับ
เบื้องหลังพื้นที่แห่งนี้คือ เชฟพีท-วรศานต์ ผู้ใช้ชีวิตอยู่ที่นิวซีแลนด์เกือบ 30 ปี ก่อนกลับเมืองไทยพร้อมความตั้งใจที่จะเล่าเรื่องชาในแบบที่ต่างออกไป เขานำพื้นฐานด้าน Fine Arts มาผสานกับประสบการณ์การเป็นเชฟ จนเกิดเป็น Tea Table ที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำที่ใช้ชงชา ภาชนะ การจัดวาง ไปจนถึงจังหวะการเสิร์ฟ ทุกอย่างถูกออกแบบให้ผู้ดื่มมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากที่สุด
แต่แทนที่จะเรียกประสบการณ์นี้ว่า Tea Course เชฟพีทเลือกใช้คำว่า Tea Table เพราะอยากให้ชาเป็นศูนย์กลางของโต๊ะ ทุกแก้ว ทุกจาน และทุกช่วงเวลาถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นเพียงการเสิร์ฟเครื่องดื่มตามลำดับคอร์ส




The Vibe
สิ่งแรกที่สัมผัสได้เมื่อเดินเข้ามาในพื้นที่ไม่ใช่กลิ่นชา แต่เป็นความเงียบที่เข้ามาต้อนรับ ภายในห้องชาร่วมสมัยแห่งนี้แทบไม่มีองค์ประกอบใดที่เกินความจำเป็น มีแค่ผนังสีขาว โต๊ะไม้เรียบๆ และโล่งสบายตา ช่วยตัดขาดความวุ่นวายของทองหล่อออกไปอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศสงบพอให้ได้ยินเสียงน้ำร้อนที่ค่อยๆ รินลงบนใบชา
เชฟพีทแต่งกายด้วยชุดสีดำเรียบสนิท ค่อยๆ อธิบายวัตถุดิบ วิธีการชง และเหตุผลของการเลือกภาชนะแต่ละใบอย่างไม่เร่งรีบ ตลอดทั้งคอร์ส คุณแทบไม่รู้สึกอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็น่าสนใจกว่าหน้าจอเสียอีก


The Taste
ครั้งนี้เราก็ได้มาลองเมนูประจำฤดูกาลชุดใหม่ล่าสุด Siamese Summer ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบคอร์สที่มีการเรียงร้อยเลเยอร์รสชาติอย่างประณีตและเน้นวัตถุดิบที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ผ่านผลไม้ตามฤดูกาล ชาจากหลายแหล่งปลูก และของหวานที่ค่อยๆ พาผู้ดื่มเดินทางจากความสดชื่นไปสู่รสชาติที่ลุ่มลึกขึ้นเรื่อยๆ
เริ่มต้นคอร์สด้วย MANGoSTEEN น้ำมังคุดสกัดเย็นที่ผ่านกระบวนการ Clarified จนใสราวกับน้ำแร่ ความหวานธรรมชาติยังอยู่ครบ แต่สัมผัสกลับเบาและสะอาดอย่างน่าประหลาดใจ เสิร์ฟในแก้วใสที่วางหมิ่นเหม่อยู่บนขอบโต๊ะ กลายเป็นภาพจำที่หลายคนคุ้นตาจาก minimalmeal และเป็นการเปิดคอร์สที่เรียบง่ายแต่ชวนให้หยุดมอง
ต่อด้วย MINT เครื่องดื่มสีเขียวสดที่เบลนด์มัทฉะสายพันธุ์ Kirari และ Gokasho เข้ากับใบมินต์สด ก่อนปิดท้ายด้วย Cacao Air ที่เพิ่มทั้งกลิ่นและมิติของรสชาติ ทำให้มัทฉะแก้วนี้สดชื่นกว่าที่คาดไว้

MANGoSTEEN


MINT
ของหวานจานแรกคือ MIZU WARABI วาราบิโมจิที่ใช้แป้ง Hon Warabi จากจังหวัดมิยาซากิ เนื้อสัมผัสนุ่มเด้งละลายในปาก รับประทานคู่กับน้ำตาลดำ Kokuto จากโอกินาวา ความหวานไม่จัด แต่มีความหอมลึกที่ช่วยดึงรสชาติของวาราบิออกมาอย่างลงตัว
ช่วงกลางคอร์ส เชฟเสิร์ฟ KoCHA ชาดำสายพันธุ์ Mei Li Hong จากเชียงรายในถ้วยเซรามิกสีขาว พร้อมแผ่นบ๊วยดอง Ume Noshi ที่ช่วยรีเซ็ตลิ้น
เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของคอร์ส อุณหภูมิและรสชาติค่อยๆ เปลี่ยนกลับมาสู่ความสดชื่นอีกครั้งกับ SUIKA เกล็ดหิมะแตงโมเนื้อละเอียด เสิร์ฟคู่ส้มโอ ทับทิมสยาม และผิวส้มซ่า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังทานผลไม้ในบ่ายฤดูร้อนของไทย


MIZU WARABI

KoCHA

SUIKA
คอร์สก็ค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะอีกครั้งกับ MANDoKoRo ชา Cold Brew ที่เบลนด์ใบชา Hira Bancha จากจังหวัดชิงะ และ Kondowase จากชิซูโอกะ ความเย็นช่วยขับความหวานตามธรรมชาติของใบชาออกมาได้อย่างนุ่มนวล ให้บุคลิกที่เบา สะอาด และดื่มง่าย เป็นเหมือนช่วงพักหายใจของคอร์สก่อนเข้าสู่ของหวานช่วงท้าย
ส่วน Gooseberry คือเมนูที่สนุกที่สุดของคอร์ส ด้วยการนำชาจีน Shui Xian มาผสมกับ Cape Gooseberry โทนิก เติมความหวานด้วย Wild Honey และกลิ่นจาก Lemon Air เกิดเป็น Tea & Tonic ที่ทั้งสดชื่น ซับซ้อน และดื่มง่ายกว่าที่คิด
ปิดท้ายด้วยไอศกรีมมัทฉะโฮมเมดที่เบลนด์ใบชา Samidori จากเมือง Joyo และ Yabukita จาก Tsujiki ให้รสมัทฉะเข้มแต่ไม่ขมจนเกินไป สามารถเลือกจับคู่กับ Usucha หรือมัทฉะเย็นได้ตามความชอบ เป็นการจบคอร์สที่เรียบง่าย แต่ทิ้งความหอมของชาไว้ในปากได้อย่างยาวนาน

MANDoKoRo


MANDoKoRo

ICE CREAM


เราว่าสิ่งที่ทำให้ minimalmeal แตกต่างจาก Tea Course ทั่วไป คงไม่ใช่จำนวนเมนูหรือความหายากของวัตถุดิบ แต่เป็นจังหวะของการเสิร์ฟ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้าๆ ไม่มีความเร่งรีบ มีเสียงดนตรีคลอเบาๆ คอยสร้างบรรยากาศ บทสนทนาของเชฟ กลิ่นของชา และเสียงน้ำร้อนที่รินลงบนในถ้วย ทำให้เรากลับมาโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
ยิ่งในทุกวันนี้ที่ชีวิตเต็มไปด้วยการแจ้งเตือนและความเร่งรีบ การใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่งนั่งดื่มชาอาจฟังดูยาวนาน แต่เมื่อคอร์สจบลง คุณอาจรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด
Good for
คนที่หลงใหลวัฒนธรรมการดื่มชา ชอบร้านเงียบๆ และอยากพักจากความวุ่นวาย รวมถึงคนที่กำลังมองหาประสบการณ์ Tea Table ที่ไม่ได้เน้นความหวือหวา แต่ใช้ความเรียบง่ายเป็นพระเอก การมาลองประสบการณ์ของ minimalmeal ก็เป็นอีกที่ที่ประทับใจไม่แพ้กัน
minimalmeal
Address: ชั้น 2 ตึก We Space ซอยทองหล่อ 5
Open: เปิดตามรอบที่จอง
Contact: minimalmeal
Bookings: Line Official @minimalmeal
Budget: ราคา 2,800 บาท ต่อคน




