ผ่าช่องว่างกฎหมายตั้งผบ.ตร. ทำไม ‘อาวุโส’ คือเกณฑ์ชี้ขาดที่ห้ามข้าม

หมายเหตุ การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในวันที่ 22 กรกฎาคม ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีวาระสำคัญคือ การพิจารณาคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 มีข้อกฎหมาย คำอธิบายและหลักการในการคัดเลือกแต่งตั้ง ผบ.ตร. ดังนี้

1.บททั่วไป ตามมาตรา 77 (1) และ 78 (1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565

1.1 ผู้มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้จะดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นของ “นายกรัฐมนตรี”

1.2 กรอบการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการคัดเลือก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คืออาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน

1.3 องค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อที่คัดเลือกคือ “คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.”

Advertisement

2.หลักการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565

2.1 การคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะต้องดำเนินการตามมาตรา 77 (1) และ 78 (1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 โดยนับแต่วันที่มีผลใช้บังคับจนถึงปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายลำดับรองกำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวไว้เป็นรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติมอีกแต่อย่างใด

2.2 ตามข้อ 2.1 มีการแบ่งหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งไว้ ดังนี้

2.2.1 ผู้คัดเลือก/นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนเสนอคณะกรรมการข้าราชการตำรวจในฐานะผู้มีอำนาจคัดเลือกตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 78 (1) ซึ่งต้องพิจารณาจากปัจจัยและองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การพิจารณาของผู้คัดเลือกในขั้นตอนการคัดเลือกเพื่อเสนอรายชื่อ จึงเป็นอำนาจและสิทธิเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีในการแสวงหาข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของท่าน และเพื่อใช้สำหรับแถลงเหตุผลในการใช้ดุลพินิจต่อที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรายชื่อที่นายกรัฐมนตรีเสนอ

2.2.2 ผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ/คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อที่ผู้คัดเลือก/นายกรัฐมนตรีเสนอนำเสนอและชี้เหตุผลประกอบ ต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ซึ่งเป็นองค์คณะผู้มีอำนาจให้ความเห็นชอบได้พิจารณาก่อนการลงมติ

3.การพิจารณาคัดเลือก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ประกอบด้วย

3.1 ผู้มีสิทธิได้รับการคัดเลือก ตามมาตรา 77 (1) คือ ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอกที่ดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

3.2 วิธีการพิจารณา ตามมาตรา 78 (1) “ให้พิจารณาโดยคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม” ซึ่งสามารถอธิบายองค์ประกอบการพิจารณาได้ ดังนี้

3.2.1 “อาวุโส” หมายถึงลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจเพื่อใช้ในการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567

3.2.2 “ความรู้ความสามารถ” แม้จะไม่ได้มีส่วนขยายว่าหมายความถึงอะไรบ้าง แต่ตามมาตรา 82 วรรคสอง ก็มีการอธิบายคำว่าในการพิจารณาความรู้ความสามารถให้คำนึงถึงประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน และความประพฤติ ซึ่งประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปรามเป็นเพียงองค์ประกอบย่อยของประวัติการรับราชการที่จะต้องนำมาพิจารณาคัดเลือกเท่านั้น ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักหรือปัจจัยชี้ขาดในการใช้ดุลพินิจแต่อย่างใด หากแต่ต้องมีประสบการณ์ดังกล่าวเป็นองค์ประกอบของประวัติการรับราชการด้วย

วิธีการพิจารณาจึงมีความแตกต่างจากการพิจารณาตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ซึ่งไม่ได้กำหนดองค์ประกอบการพิจารณาและคุณสมบัติดังกล่าวไว้

3.3 คำว่า “ให้คำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกันโดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม” นั้น มักมีการแปลความหมายในทำนองเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าใครมีประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปรามมากกว่า ย่อมมีความเหมาะสมกับการเข้าสู่ตำแหน่งสูงกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะหากได้พิจารณาโดยยึดหลักการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ ซึ่งมุ่งเน้นระบบคุณธรรมและผลสัมฤทธิ์ทางราชการแล้วการสรรหาและคัดเลือกตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้บริหารองค์กรราชการขนาดใหญ่ จำเป็นต้องพิจารณาถึงคุณลักษณะ สมรรถนะ ศักยภาพ ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ให้ตรงกับหน้าที่และอำนาจของตำแหน่งงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในทุกๆ ด้าน รวมถึงมีทักษะในการบริหารองค์กรในทุกมิติรอบด้าน ไม่เจาะจงด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ เพื่อให้สามารถกำกับขับเคลื่อนการปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติและสนองตอบตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผล เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งจะยังประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ สังคมและประชาชน

แม้กฎหมายจะกำหนดให้พิจารณาโดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถ “โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม” แต่ก็เป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานของคุณสมบัติที่พึงมี เนื่องจากเป็นภารกิจหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่หน้าที่และอำนาจของ ผบ.ตร. (Job description) ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 63 ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ คือ งานด้านแผน งานด้านกฎหมาย งานด้านการศึกษา งานด้านการบริหาร ทั้งงบประมาณ กำลังพลและพัสดุภาครัฐ ตลอดจนงานด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเน้นไปในด้านการควบคุม กำหนดแนวทางและแผนการปฏิบัติราชการ รวมถึงวางระเบียบหรือทำคำสั่งเฉพาะเรื่องไว้ให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติการเกี่ยวกับการใช้อำนาจหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น และควรต้องมีประสบการณ์ในสายงานต่างๆ มากกว่าเน้นการเป็นผู้ปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวน หรืองานป้องกันปราบปรามเช่นเดียวกับข้าราชการตำรวจระดับผู้ปฏิบัติงาน ถึงผู้บริหารระดับกลาง ประสบการณ์ทางด้านการสืบสวนสอบสวนและป้องกันปราบปราม จึงไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดตัดสิน

4.องค์ประกอบเรื่องความรู้ความสามารถซึ่งกฎหมายให้คำนึงถึงประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน และความประพฤติ ก็ยังไม่ปรากฏว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ/หรือ ก.ตร. ได้วางระเบียบหรือหลักเกณฑ์หรือกำหนดน้ำหนัก/ความสำคัญในแต่ละข้อเท็จจริงไว้สำหรับเป็นเกณฑ์หรือแนวทางการพิจารณาของกรรมการไว้ให้ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้เกิดมาตรฐานการพิจารณาอย่างเป็นธรรมได้ เช่น

4.1 การพิจารณาประวัติการรับราชการ ในตำแหน่งต่างสายงานต่างกันจะพิจารณาว่าสายงานใดมีความสำคัญที่มีน้ำหนักมากกว่าสายงานอื่นอย่างไร เพราะเหตุใด ผลการปฏิบัติงานที่นำมาพิจารณาเป็นผลงานในห้วงใด และต่างสายงานกันจะมีวิธีการเปรียบเทียบกันอย่างไรเพราะเหตุใด และความประพฤติต้องพิจารณาจากข้อมูลประกอบใดบ้าง และมีวิธีการพิจารณาอย่างไร

4.2 การพิจารณาผลการปฏิบัติงาน ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าผลการปฏิบัติงานเป็นเพียงองค์ประกอบย่อยในองค์ประกอบใหญ่ของ “ความรู้ความสามารถ” และปัจจุบัน ก.ตร.ยังไม่เคยวางกฎ ข้อบังคับ ประกาศ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอนและรายละเอียดการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้ง ตามมาตรา 88 ว่าจะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร คำนวณหรือประเมินกันอย่างไร และแต่ละองค์ประกอบมีการวางน้ำหนักลดหลั่นกันอย่างไร เพื่อจะวัดว่าใครมีความรู้ความสามารถมากกว่ากัน ผลงานที่นำเสนอสะท้อนถึงศักยภาพในฐานะผู้บริหารอย่างไร งานที่ได้รับมอบหมายเกิดผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กรตามลักษณะของงานหรือไม่ การออกสื่อแถลงผลงานบ่อยๆ ถือว่ามีความรู้ความสามารถมากกว่าคนที่ไม่ค่อยออกสื่อหรือไม่ เพราะผลการปฏิบัติงานจะต้องดูผลการปฏิบัติทั้งหมดที่ได้รับมอบหมายว่าสามารถทำสำเร็จเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด หากไม่พิจารณาข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนรอบด้าน ก็ไม่สามารถประเมินได้ว่าแต่ละคนมีความรู้ความสามารถมากน้อยกว่ากันเพียงใด ซึ่งเมื่อไม่มีการวางกติกาและเงื่อนไขการพิจารณาให้ผู้มีสิทธิได้รับรู้ไว้อย่างชัดเจน เช่นนี้แล้ว ย่อมทำให้ไม่มีกรอบหรือแนวทางการพิจารณาหรือประเมินที่โปร่งใส มีมาตรฐาน เป็นธรรมและยอมรับได้ หากการใช้ดุลพินิจของกรรมการโดยนำองค์ประกอบเรื่องความรู้ ความสามารถมาเป็นปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินย่อมมีความเสี่ยงจากการใช้ดุลพินิจเกิน ข้อเท็จจริง หรือการใช้ดุลพินิจแบบอัตวิสัยเลือกเฉพาะบางเรื่องมาพิจารณา ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและอาจขัดต่อหลักคุณธรรม ซึ่งเป็นเจตนารมณ์สำคัญของการตราพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่บัญญัติไว้ตอนท้ายของพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 60 (3)

4.3 มีกรณีข้อเท็จจริงที่ ก.พ.ค.ตร.ได้ตั้งข้อสังเกตในการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นแล้วพบว่าการประเมินผลการปฏิบัติราชการเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นนั้น หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการที่ใช้อยู่ ไม่ได้มีการกำหนดตัวชี้วัดสำหรับหลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบในการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้เกิดความชัดเจน ก.พ.ค.ตร.จึงได้มีหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้พิจารณาเสนอ ก.ตร.กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินไว้ในกฎ ก.ตร. โดยให้มีองค์ประกอบของคุณสมบัติแต่ละด้าน รวมทั้งรายการที่ประเมินครบถ้วนตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 60 มาตรา 76 และมาตรา 82 จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าปัจจุบันยังไม่มีการวางระเบียบหรือหลักเกณฑ์ หรือกำหนดน้ำหนัก/ความสำคัญในแต่ละข้อเท็จจริงไว้สำหรับเป็นเกณฑ์หรือแนวทางการพิจารณาของกรรมการในการใช้ดุลพินิจเรื่องผลการปฏิบัติงานไว้ให้ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้เกิดมาตรฐานการพิจารณาอย่างเป็นธรรมได้

5.หากพิจารณาในแง่การบริหารงานบุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน่วยงานที่ต้องควบคุมการใช้กำลังในการปฏิบัติงานซึ่งต้องใช้คำสั่งเด็ดขาดคล้ายหน่วยทหาร จึงได้กำหนดให้ข้าราชการตำรวจมีชั้นยศตามมาตรา 54 และมีระดับตำแหน่งตามมาตรา 62 ในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 เพื่อจัดระเบียบโครงสร้างการบังคับบัญชา โดยมีการแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบและกำหนดสายการบังคับบัญชา (Chain of Command) ไว้อย่างชัดเจนการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจึงได้มีการแบ่งสัดส่วนของอาวุโสกับความรู้ความสามารถไว้อย่างชัดเจนในแต่ละช่วงระดับ 33% 50% และ 100% ซึ่งเมื่อพิจารณาสัดส่วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้วตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ควรคำนึงถึงอาวุโสเป็นลำดับแรกเพื่อให้การปกครองบังคับบัญชาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเหตุที่กฎหมายไม่กำหนดไว้ว่าตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้องมาจากอาวุโส 100% เนื่องจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีเพียงตำแหน่งเดียวและเป็นตำแหน่งที่สำคัญ หากมีกรณีจำเป็นที่ผู้มีอาวุโสสูงสุดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้อันเนื่องมาจากสุขภาพหรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง ก็ยังสามารถดำเนินการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งจากผู้มีอาวุโสลำดับถัดไปได้

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ประเด็นสำคัญในการพิจารณาคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ไม่สามารถละเลยข้ามไปได้ คือ ความมีคุณสมบัติหรือประวัติการรับราชการที่ครบถ้วนเข้ากันได้กับทุกลักษณะงานที่อยู่ในหน้าที่ อำนาจและความรับผิดชอบของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (Job description) ตามกฎหมายดังที่กล่าวมาข้างต้น และหากองค์ประกอบด้านความรู้ ความสามารถ (ประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติ) ไม่มีเกณฑ์ที่สามารถตัดสินได้อย่างโปร่งใสเป็นรูปธรรมตามหลักธรรมาภิบาล และไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่า ผู้ใดมีความรู้ความสามารถเหนือกว่ากันที่ชัดเจนดังที่กล่าวมาแล้ว ย่อมไม่อาจนำมาใช้เป็นปัจจัยตัดสินชี้ขาดได้ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 260 วรรคสาม ที่วางหลักไว้ว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ถ้าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจดำเนินการตามหลักอาวุโส แม้ว่าพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 จะดำเนินการแล้วเสร็จตามรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติใดที่กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องความรู้ ความสามารถในการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้อย่างชัดเจน อีกทั้ง ก.ตร.ก็ยังไม่ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 88 กำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ เช่นเดียวกับการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและจเรตำรวจแห่งชาติลงมาถึงผู้บังคับหมู่ ดังที่ได้กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567 ดังนั้น ปัจจัยชี้ขาดสุดท้ายที่เป็นรูปธรรม คือ “อาวุโส” ซึ่งได้กำหนดการเรียงลำดับกันไว้ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567 จึงไม่สามารถข้ามลำดับกันได้