T-POP ไทยไม่ได้มีดีแค่เพลง เพราะวันนี้ศิลปินไทยกำลังป๊อบไปทั่วโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ศิลปินไทยเดินทางไปแสดงในต่างประเทศมากขึ้น เพลงไทยถูกนำไปใช้บนโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นไวรัล และศิลปินหลายคนมีทั้งคอนเสิร์ต แฟนมีต สินค้า งานพรีเซนเตอร์ ไปจนถึงการร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ
แต่ถ้ามองกลับมาที่ตัวธุรกิจจริงๆ แล้ว ค่ายเพลงและบริษัทที่อยู่เบื้องหลังศิลปิน T-POP มีรายได้และกำไรกันเท่าไร?
Brand Inside ชวนดูตัวเลขรายได้และกำไรของค่ายเพลง T-POP จากงบกำไรขาดทุนประจำปี 2568 ที่รวบรวมโดย ‘กรมพัฒนาธุรกิจการค้า’ และ ‘CorpusX’ โดยตัวเลขบนอินโฟกราฟิกปัดเป็นจำนวนเต็มล้านบาท
ส่วนเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง เป็นการเปรียบเทียบกับตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนประจำปี 2567
ในปี 2568 ‘SONRAY MUSIC’ โตโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม โดยรายได้เพิ่มขึ้น 120% แตะ 557 ล้านบาท จากปี 2567 ที่อยู่ที่ 253 ล้านบาท ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้นถึง 314% จาก 25 ล้านบาท มาอยู่ที่ 103 ล้านบาท
ด้าน ‘iAM’ รายได้เพิ่มขึ้น 32% มาอยู่ที่ 301 ล้านบาท จาก 227 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่กำไรพลิกจากขาดทุน 34 ล้านบาท มาเป็นกำไร 30 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 188% ในปีเดียว
ส่วน ‘WHOOP Music’ จากสังกัด What The Duck รายได้เพิ่มขึ้น 8% จาก 237 ล้านบาท มาอยู่ที่ 256 ล้านบาท ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น 37% จาก 10 ล้านบาท เป็น 14 ล้านบาท
ขณะที่ ‘XOXO Entertainment’ รายได้ลดลง 5% จาก 239 ล้านบาท เหลือ 227 ล้านบาท แต่ขาดทุนลดลง 37% จาก 46 ล้านบาท เหลือ 29 ล้านบาท
ด้าน ‘bROTHER MUSIC’ รายได้เพิ่มขึ้น 40% จาก 109 ล้านบาท เป็น 152 ล้านบาท และกำไรเพิ่มขึ้น 65% จาก 26 ล้านบาท เป็น 43 ล้านบาท
ส่วน ‘LIT ENTERTAINMENT’ รายได้เพิ่มขึ้น 15% จาก 105 ล้านบาท เป็น 120 ล้านบาท แต่กำไรลดลงจาก 11 ล้านบาทในปี 2567 มาเป็นขาดทุน 5 ล้านบาทในปี 2568
สำหรับค่ายในเครือ GMM GRAMMY เริ่มจาก ‘GMM TV’ ที่เป็นผู้บริหาร ‘RISER MUSIC’ มีรายได้เพิ่มขึ้น 48% จาก 2,463 ล้านบาท เป็น 3,654 ล้านบาท แต่กำไรลดลงเล็กน้อย 2% จาก 126 ล้านบาท เหลือ 124 ล้านบาท
ขณะที่ ‘ONE 31’ ผู้บริหาร ‘ONE MUSIC’ รายได้ลดลง 11% จาก 3,077 ล้านบาท เหลือ 2,725 ล้านบาท และพลิกจากกำไร 65 ล้านบาทในปี 2567 เป็นขาดทุน 194 ล้านบาทในปี 2568
ด้าน ‘GMM MUSIC’ ซึ่งดูแลทั้ง White Fox, G’NEST, และ White Music มีรายได้เพิ่มขึ้น 4% จาก 3,932 ล้านบาท เป็น 4,104 ล้านบาท แต่กำไรลดลง 36% จาก 453 ล้านบาท เหลือ 290 ล้านบาท

หมายเหตุ: แต่ละบริษัทมีโครงสร้างรายได้ไม่เหมือนกัน บางบริษัทไม่ได้ทำแค่ธุรกิจบริหารจัดการศิลปินหรือผลิตเพลง แต่ยังมีธุรกิจอื่นรวมอยู่ในบริษัทเดียวกันด้วย ดังนั้นรายได้และกำไรที่เห็นจึงไม่ได้มาจากธุรกิจ T-POP โดยตรงทั้งหมด
นอกจากนี้ อินโฟกราฟิกนี้ไม่ได้เป็นการจัดอันดับรายได้ของค่ายเพลง T-POP เพราะไม่ได้เก็บข้อมูลครบทุกบริษัทในอุตสาหกรรม แต่เลือกนำเสนอค่ายและบริษัทตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพของธุรกิจ T-POP ผ่านตัวเลขจริงมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดนี้ก็ยังมีศิลปินหน้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีวง ‘FELIZZ’ และ ‘CLO’VER’ จาก RISER MUSIC รวมถึง ‘Meepooh’ ศิลปินเดี่ยวจาก WhiteFox
ขณะที่ปี 2569 ก็มีทั้ง ‘VVV’ จาก WHOOP Music, ‘MicMac’ และ ‘FAVIQ’ จากค่ายของ GMM MUSIC, และ ‘iZ’ และ ‘Kiismet’ จาก ONE MUSIC ที่ทยอยเปิดตัว
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงตัวอย่าง เพราะยังมีศิลปินอีกหลายรายที่เดบิวต์ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่าตลาด T-POP ยังมีพื้นที่ให้เติบโต
ตัวเลขจาก ‘SCB EIC’ ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยคาดว่ารายได้รวมของธุรกิจ T-POP จะอยู่ที่ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และเพิ่มเป็น 1.3 หมื่นล้านบาทในปี 2572 หรือเติบโตเฉลี่ย 5.8% ต่อปี
‘สตรีมมิง’ ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้คนฟังทั่วโลกค้นพบเพลง T-POP ได้ง่ายขึ้น โดย ‘IFPI’ ระบุว่า จำนวนผู้ใช้งานสตรีมมิงทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 443 ล้านรายในปี 2562 เป็น 837 ล้านรายในปี 2568
พอคนทั่วโลกเข้าถึงเพลงได้ง่ายขึ้น ศิลปินไทยก็มีโอกาสโกอินเตอร์มากขึ้น ที่ผ่านมา ศิลปิน T-POP ได้ขึ้นเวทีเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง ‘Coachella’ และ ‘Summer Sonic’ มากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีผู้เล่นระดับโลกเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจในอุตสาหกรรมเพลงไทยมากขึ้น
แต่คนฟังเยอะไม่ได้แปลว่ารายได้จะเยอะตามไปด้วย ‘SCB EIC’ มองว่า ‘ซุปเปอร์แฟน’ กำลังสำคัญขึ้นเรื่อยๆ เพราะแฟนกลุ่มนี้พร้อมจ่ายเงินสนับสนุนศิลปิน ทั้งบัตรคอนเสิร์ต แฟนมีต สินค้าที่ระลึก และกิจกรรมต่างๆ
นั่นทำให้เงินไม่ได้หมุนอยู่แค่ในธุรกิจเพลง แต่ยังไหลไปสู่คอนเสิร์ต อีเวนต์ Fandom Marketing รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของแฟนคลับ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า สายการบิน ระบบขนส่ง และศูนย์การค้า
นอกจากนั้น โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ ‘TikTok’ ก็มีส่วนทำให้เพลง T-POP กลายเป็นไวรัลได้ง่ายขึ้น โดย ‘SCB EIC’ พบว่า 59% ของผู้บริโภคเลือกฟังเพลง T-POP ตามกระแสบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ค่ายเพลงต้องคิดมากกว่าแค่ ‘เพลงเพราะ’ แต่ต้องคิดด้วยว่าเพลงจะถูกนำไปเล่นต่อ แชร์ต่อ หรือกลายเป็นกระแสได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน ‘คุณภาพ’ ของผลงาน T-POP ก็ยกระดับขึ้น ทั้งการผลิตเพลง ภาพลักษณ์ และการนำเสนอ พร้อมกับการพัฒนาศิลปินที่เป็นระบบมากขึ้น ทั้งการร้อง การเต้น และการสื่อสารกับแฟนคลับ
รวมถึง ‘ซีรีส์วาย’ ก็เป็นอีกช่องทางที่พาศิลปินและเพลงไทยไปเจอผู้ชมต่างประเทศ เพราะเมื่อซีรีส์ถูกเผยแพร่ในหลายประเทศ เพลงประกอบและนักแสดงก็มีโอกาสถูกค้นพบไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อ T-POP โตขึ้น การแข่งขันก็สูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งจำนวนศิลปินไทยที่เพิ่มขึ้น ศิลปินต่างชาติที่เข้ามาในตลาด และความต้องการบุคลากรเบื้องหลังที่มีทักษะระดับสากล
‘SCB EIC’ มองว่าอุตสาหกรรมยังต้องรับมือกับข้อจำกัดเรื่องเงินทุน โครงสร้างอุตสาหกรรม และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ขณะที่ภาครัฐควรเข้ามาช่วยทั้งด้านยุทธศาสตร์ เงินทุน บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา
เพราะโจทย์ของ T-POP วันนี้ไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้เพลงไทยดังไปทั่วโลก แต่คือทำอย่างไรให้ความนิยมที่เกิดขึ้นต่อยอดเป็นรายได้ และสร้างธุรกิจที่เติบโตได้ในระยะยาว
ที่มา: CorpusX, DBD DataWarehouse
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




