ผมไม่ได้เบียว แค่เป็นหนึ่งเดียวกับความมืด 😈

ในยุคที่ ‘อนิเมะ’ กลายเป็นที่นิยมมากขึ้น เชื่อไหมว่า ไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่มีฐานผู้ชมครอบคลุมตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่?
‘Akshat Sahu’ รองประธานฝ่ายกลยุทธ์การตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ Crunchyroll แพลตฟอร์มอนิเมะระดับโลก เผยว่า ปกติ ฐานแฟนอนิเมะในเอเชียส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ เช่น Gen Z หรือเด็กกว่า แต่เมื่อมาดูที่ประเทศไทย ฐานผู้ชมนั้นกว้างมาก ถึงขั้นที่บางคนถึงวัยมีลูกเองแล้วด้วยซ้ำ
นอกจากนั้น Sahu ยังบอกว่า กว่า 40% ของประชากรทั่วไทยนิยามว่าตนเองชอบดูอนิเมะอีก
บ…บ้าหน่า นี่เราเป็นประเทศที่เบียวขนาดนี้เลยหรือนี่?
ได้รับอิทธิพลจากอนิเมะกันตั้งแต่เด็ก โตมาก็อยากเป็นแบบตัวละครที่ชอบ

จุดเริ่มต้นในการดูอนิเมะของแต่ละคนจะเป็นอย่างไรเราไม่รู้ แต่เชื่อว่า สำหรับบางคน อาจมาจากการเปิดทีวี เพื่อดูการ์ตูนในช่วงเช้าวันเสาร์อาทิตย์ แล้วมันฉายการ์ตูนญี่ปุ่นอย่าง โดราเอมอน โคนัน ดราก้อนบอล และเซเลอร์มูนหรือเปล่า?
Sahu มองว่า ส่วนหนึ่งที่ไทยมีช่วงวัยการรับชมอนิเมะกว้างขนาดนั้น ก็อาจเป็นเพราะได้รับชมผ่านทีวีมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วย ทำให้อนิเมะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต
เอาจริงๆ ในช่วงวัยเด็ก เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คืออนิเมะ เพราะอย่างในประเทศอินเดีย Sahu ก็บอกว่า ประชาชนไม่รู้หรอกว่านี่คืออะไร แต่รู้แค่ว่านี่คือคอนเทนต์ประเภทหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เรียนรู้ว่า มันคืออนิเมชันญี่ปุ่นที่มีเรื่องราวสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเราเอง
Sahu เผยว่า แฟนบางคนยังได้แรงบันดาลใจจากการชมอนิเมะมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะนำแรงบันดาลใจเหล่านั้นมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น
- Dominic Solanke นักฟุตบอลประจำสโมสร Spurs ที่ทำท่าเลียนแบบ Luffy จาก One Piece หลังทำประตูได้
- Takaya Mitsuka นักกรีฑาชาวญี่ปุ่นที่แข่งวิ่ง 50 เมตรด้วยท่าวิ่งแบบ Naruto
- Noah Lyles นักวิ่งชาวอเมริกันที่ฉลองเหรียญทองโอลิมปิก 2024 ด้วยท่าจาก Dragon Ball Z
“นั่นคือวิถีที่อนิเมะส่งผลต่ออารมณ์เรา คุณอยากเป็นตัวละครนั้น คุณอยากเลียนแบบตัวละครนั้น และเมื่อไรก็ตามที่คุณทำอะไรสำเร็จ คุณก็จะรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครนั้น และนี่คือความรู้สึกที่ไม่มีวันจากไปไหน เมื่อได้เป็นแฟนอนิเมะแล้ว คุณจะเป็นแฟนอนิเมะตลอดไป” Sahu กล่าว
จากเด็กดูการ์ตูนหน้าทีวีในวันนั้น สู่ผู้ใหญ่ที่ยินดีสนับสนุนอนิเมะมากๆ ในวันนี้

พอโตมา แม้จะไม่ได้ตื่นเช้าเพื่อตั้งตารอดูอนิเมะบนทีวีอีกต่อแล้ว แต่ความรักในการ์ตูนญี่ปุ่นยังคงฝังอยู่ในใจหลายคน จนยอมเสียเงินสมัครแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Crunchyroll ในราคาเริ่มต้น 99 บาท
บางคนอาจคุ้นชินกับการที่คนไทยชอบดู ‘หนังเถื่อน’ ซึ่ง Sahu ก็ทราบถึงปัญหานี้ดี แต่ในมุมมองของเขา แฟนๆ หลายคนยอมเสียค่าบริการให้ Crunchyroll เพื่อแลกกับคุณภาพในการรับชม ความสะดวก และประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า
Sahu เผยว่า ยิ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ Crunchyroll เริ่มตีตลาดไทยมากขึ้น ผ่านการนำเสนอซับไทย พากย์ไทย รวมถึงฉายคอนเทนต์ในวันเดียวกันกับญี่ปุ่น ผู้ใช้งานไทยก็เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า
Sahu เล่าว่า แฟนๆ หลายคนยินดีจ่ายให้แพลตฟอร์ม เพราะพวกเขารู้ดีว่าเม็ดเงินเหล่านั้นจะย้อนคืนสู่ระบบนิเวศของอนิเมะ และอย่าง Crunchyroll เองก็มีระบบในการแบ่งปันรายได้ให้กับผู้สร้างด้วย
ดังนั้น แฟนตัวยงจึงให้ความสำคัญกับการสมัครดูอนิเมะอย่างถูกต้องมากๆ เพราะมันเหมือนเป็นการทำให้ครีเอเตอร์รู้ว่า คอนเทนต์ของพวกเขามีความหมายขนาดไหน
แม้ปัจจุบันโลกจะปั่นป่วน พร้อมสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แต่ Sahu บอกว่า แฟนๆ อนิเมะก็ยังยอมเปย์เพื่อการ์ตูนที่ชอบอยู่ดี
“การดูอนิเมะคือวิธีคลายเครียดสำหรับแฟนๆ เช่น นักเรียนหลายคนเลือกดูอนิเมะหลังสอบเสร็จ ซึ่งแฟนๆ ก็มีเหตุผลในการดูอนิเมะไม่เหมือนกัน ในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดกันทั่วโลกแบบนี้ อนิเมะจึงเป็นวิธีหลบหลีกจากปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงได้ดี” Sahu กล่าว
เชื่อว่าตลาดอนิเมะในไทยยังไงก็โต

สำหรับอนาคต Sahu เชื่อว่า ตลาดอนิเมะไทยมีแต่จะโตอย่างเดียวเท่านั้น และ Crunchyroll ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความชอบของคนไทย
Sahu ตั้งเป้าเพิ่มอนิเมะเรื่องใหม่ให้ Crunchyroll ประเทศไทยประมาณ 10-15 เรื่องต่อไตรมาส โดยจะมีทั้งในรูปแบบพากย์ไทย และแบบที่ฉายพร้อมกันกับญี่ปุ่น
ขณะเดียวกัน การสร้างประสบการณ์ออฟไลน์ให้แฟนๆ อนิเมะก็สำคัญ เพราะเป็นหนึ่งในช่องทางทำความเข้าใจความต้องการผู้บริโภค ซึ่งในครึ่งปีแรกของ 2026 ทางแพลตฟอร์มได้จัดงานอีเวนต์ไปถึง 2 ครั้งแล้วในไทย
จริงๆ Crunchyroll ไม่ได้มีแค่บริการสตรีมมิงเท่านั้น เพราะยังมีบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอนิเมะอีกมากมาย เช่น การขาย Merchandise, เกม, ดนตรี และนำภาพยนตร์อนิเมะไปฉายในโรง ซึ่งแม้ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีบริการแบบครบวงจร แต่ Sahu รับรองว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จะนำมาเสิร์ฟให้แฟนๆ ชาวไทยแน่นอน
สุดท้าย Sahu กล่าวว่า “ตอนนี้ อนิเมะกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักแล้ว ไม่ใช่วัฒนธรรมย่อยอีกต่อไป มันคือวิวัฒนาการ อนิเมะได้รับการยอมรับว่าเป็นงานศิลป์รูปแบบหนึ่งที่ให้ความบันเทิง แรงบันดาลใจ และเป็นที่เข้าใจในทุกช่วงวัย”
จากความสำเร็จนี้ Brand Inside มองว่า อนิเมะเป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมที่อาจเคยถูกหลายคนมองข้ามไป แต่ด้วยความกล้าในการเป็นตัวเองของแฟนๆ อนิเมะจึงได้รับการสนับสนุน จนกลายเป็นที่รู้จักทั่วโลก
ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งที่คุณชอบจะเป็นอะไร ขอให้อย่าเลิกชอบมัน เพียงเพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นค่า เนื่องจากวันหนึ่ง มันอาจกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทรงพลัง เหมือนอนิเมะก็ได้
ที่มา: Tribuna, Naruto Official, TIME
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




