บริษัทในฝันที่เป็นได้แค่ฝัน?

บางคนอาจเคยตั้งเป้าว่า เมื่อเริ่มทำงานแล้ว จะค่อยๆ ไต่เต้าไปทำงานในองค์กรที่ใหญ่ขึ้น ไปจนถึงบริษัทที่คนทั่วโลกต่างก็ต้องรู้จัก
อย่างไรก็ตาม บางครั้ง โลกอาจไม่ใจดีกับเราขนาดนั้น เพราะสำนักข่าว Business Insider พบว่า โอกาสที่คนยุคใหม่จะถูกจ้างในบริษัทยักษ์ใหญ่ มีน้อยมาก ซึ่งปัญหาไม่ใช่เพราะคนไม่เก่ง แต่เป็นเพราะองค์กรชื่อดังกำลังรับคนน้อยลงมากๆ ต่างหาก
ในเดือนพฤษภาคม 2026 กรมแรงงานของสหรัฐอเมริการะบุว่า 92% ของการจ้างงานเกิดขึ้นในบริษัทที่มีคนน้อยกว่า 1,000 คน โดย
- 49.4% เกิดการจ้างงานในบริษัทที่มีพนักงาน 1-49 คน
- 43.5% เกิดการจ้างงานในบริษัทที่มีพนักงาน 50-999 คน
- 5.4% เกิดการจ้างงานในบริษัทที่มีพนักงาน 1,000-4,999 คน
- 1.7% เกิดการจ้างงานในบริษัทที่มีพนักงานตั้งแต่ 5,000 คนขึ้นไป
เปิดหาพนักงานใหม่เรื่อยๆ แต่รับจริงไม่กี่เปอร์เซ็นต์

คุณอาจคิดว่า ไม่จริงหรอก เพราะเห็นบริษัทใหญ่เปิดรับสมัครงานอยู่เรื่อยๆ แต่เชื่อไหมว่า ในบรรดาตำแหน่งงานที่เปิด มีเพียงไม่กี่งาน ที่รับคนเข้ามาจริงๆ?
สำนักข่าว Fast Company เผยว่า แม้ราวๆ 3% ของตำแหน่งงานที่เปิดในเดือนพฤษภาคม 2026 จะมาจากบริษัทใหญ่ที่มีบุคลากรเกิน 5,000 คน แต่ในความเป็นจริง พวกเขารับบุคลากรเข้ามาทำงานจริงๆ ไม่ถึง 2% ด้วยซ้ำ ต่างจากองค์กรขนาด 50-999 คน ที่ครองสัดส่วนการเปิดรับสมัครงาน 39% แต่รับจริงถึง 43.5%
จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะถ้าสังเกตดีๆ บริษัทที่พากันเลย์ออฟพนักงานในช่วงหลังๆ นี้ ต่างเป็นบริษัทชื่อดังทั้งนั้น เช่น VISA ที่เลย์ออฟพนักงานไป 2,600 คน จากทั้งหมด 34,000 คน หรือ Meta ที่เลย์ออฟคนเพิ่มอีก 8,000 คน จากบุคลากรทั้งหมด 78,000 คน
ฝั่งไทยเองก็ใช่ว่าจะไม่มีมหากาพย์การเลย์ออฟบ้างเลย เพราะเรายังเห็นกันอยู่บ้างผ่านโซเชียลมีเดียของเหล่าพนักงานที่ถูกปลดแบบฟ้าผ่า เพียงแค่ข่าวอาจไม่ดังเท่าสหรัฐฯ เท่านั้น
ถ้าบริษัทใหญ่ปลดพนักงานออกไปนับพันคนแบบนี้ จะหาคนใหม่มาแทนเพื่ออะไร ใช่ไหมล่ะ?
รับคนน้อยลง เพราะช่วงโควิด จ้างคนเพิ่มเยอะไป

Business Insider มองว่า สาเหตุหนึ่งที่หลายบริษัทดัง ตัดสินใจจ้างพนักงานน้อยลง แถมยังเลย์ออฟคนอีก ก็เป็นเพราะในช่วงที่โควิด-19 เริ่มซา พวกเขารับบุคลากรใหม่เข้ามาเยอะมาก แล้วตอนนี้ เพิ่งตระหนักว่า ขนาดองค์กรมัน “ใหญ่เกินไป” จนเกิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ควบคุมยาก
จากรายงานของสำนักข่าว The Wall Street Journal ซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่หลายคนมองว่า องค์กรของตนเองมีขนาดใหญ่เกินไป และเวลาประกาศเลย์ออฟพนักงาน พวกเขามักให้เหตุผลว่า เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน รวมถึงให้บุคลากรที่เหลืออยู่ได้มีอิสรภาพในการตัดสินใจมากขึ้น
อย่างในช่วงต้นปี 2026 ที่ ‘UPS’ บริษัทขนส่งรายใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศแผนการปลดพนักงานถึง 30,000 คนภายในปีนี้ หลังจากเลย์ออฟไป 48,000 คนในปี 2025 ก็ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะองค์กรต้องการลดกำลังคนให้อยู่ในจำนวนที่ “เหมาะสม”
หรืออย่าง ‘Amazon’ ที่เลย์ออฟคนไปหลายหมื่นคนแล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางผู้บริหารก็ให้เหตุผลว่า ต้องการลดขั้นตอนในการบริหารจัดการ และกำจัดระบบที่ดูเหมือนราชการ
แล้วมันผิดไหม ถ้าทั้งชีวิตนี้ ไม่ได้ทำงานในองค์กรใหญ่ตามที่ใฝ่ฝัน?

เราเข้าใจว่า หลายคนอาจมี ‘ที่ทำงานในฝัน’ เป็นของตนเอง แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ที่ทำงานในฝันของคุณอาจยังไม่พร้อมเปิดรับใคร
ถามว่าแล้วทำงานในบริษัทเล็กๆ จะดีเทียบเท่าบริษัทใหญ่ไหม? คำตอบคือ ขนาดองค์กรไม่ใช่ตัวตัดสินความสำเร็จและบรรยากาศในการทำงานเสมอไป
ในปี 2025 ผลสำรวจจาก Pipedrive บริษัทเครื่องมือทางธุรกิจ พบว่า 60% ของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มีแผนจ้างพนักงานเพิ่มในปี 2026 โดยครึ่งหนึ่งตั้งใจที่จะเพิ่มงบในการจัดหาบุคลากร รวมถึงงบเงินเดือนด้วย
ขณะเดียวกัน ในปีนี้ Glassdoor แพลตฟอร์มหางานระดับโลก ก็เพิ่งเผยลิสต์รายชื่อบริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดไป ซึ่งปรากฏว่า อันดับแรกของโผ ไม่ใช่องค์กรยักษ์ใหญ่ แต่กลับเป็นบริษัทเชนล้างรถที่มีพนักงานเพียง 1,500 คนเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ‘Cory Stahle’ นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เวลามีพนักงานลาออกจากบริษัทขนาดเล็ก พวกเขายิ่งต้องรีบหาคนใหม่มาแทน เนื่องจากจำนวนบุคลากรที่มีอยู่เดิม ก็ค่อนข้างลีนอยู่แล้ว ต่างจากบริษัทใหญ่ที่อาจไม่กระตือรือร้นมาก
“การแข่งขันในตลาดแรงงานอาจน้อยลง และอาจมีโอกาสรอคุณอยู่ ถ้าคุณเปิดใจที่จะเรียนรู้กับบริษัทขนาดเล็กถึงขนาดกลางเหล่านี้” Stahle กล่าว
เพราะสุดท้าย ทุกบริษัทที่มีชื่อเสียง ล้วนต้องเคยเริ่มจากการเป็นองค์กรเล็กๆ มาก่อน และบางที เราไม่อาจรู้เลยว่า องค์กรโนเนมที่เรากำลังทำงานให้อยู่ อาจกลายเป็นสุดยอดบริษัทยักษ์ใหญ่ในอนาคตก็ได้
ที่มา: Business Insider, Fast Company, The Wall Street Journal
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




