
สหรัฐอเมริกาออกมาระบุว่ากองทัพสหรัฐสามารถคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนดและยังจะดำเนินมาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านในระดับที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน ในการเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านมากขึ้นในขณะที่การเจรจาหยุดยิงระหว่างสองฝ่ายประสบภาวะชะงักงัน ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
โดยนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในระหว่างการเดินทางไปประเทศปานามาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมว่า กองทัพสหรัฐมีศักยภาพเพียงพอที่จะคงกำลังทางเรือไว้ในภูมิภาคเพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมอิหร่านต่อไปได้
“กองทัพเรือสหรัฐสามารถคงการปิดล้อมในลักษณะดังกล่าวไว้ได้ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะเราจะใช้วิธีหมุนเวียนเรือเข้าและออก ซึ่งเราทำมาโดยตลอดและจะทำต่อไป” เฮกเซธกล่าว
ขณะที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ กล่าวในขณะให้สัมภาษณ์ในรายการ “ร็อบ ชมิตต์ ทูไนท์” ทางนิวส์แม็กซ์ว่า สหรัฐมีแผนที่จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับอิหร่านเพิ่มเติม โดยขอให้จับตาดูประกาศที่จะตามมาในสัปดาห์หน้า เพราะเรากำลังจะนำมาตรการที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจต่อประเทศใดมาใช้
“มันจะเป็นการผสมผสานระหว่างการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลก กับการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสกัดกั้นไม่ให้มีการขนส่งสินค้าใดๆ เข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่านได้” เบสเซนต์กล่าว
ทั้งนี้หลังจากข้อตกลงยุติสงครามอย่างไม่เป็นทางการในเดือนมิถุนายนประสบกับความล้มเหลว อิหร่านได้พยายามใช้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือต่อรองกับสหรัฐ ขณะเดียวกันอิหร่านยังได้โจมตีเรือบางลำที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวสำคัญแห่งหนึ่งของโลกด้วย
สำนักข่าว WAM ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รายงานในวันเดียวกันว่า เรือ 2 ลำของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี ซึ่งเป็นของรัฐ ถูกโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อเย็นวันพฤหัสบดี(13 ส.ค.) ซึ่งรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน
ทั้งนี้ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือ 8 ลำในวันอังคาร(11 ส.ค.) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10 วันที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 12 ลำ แต่ในช่วงก่อนเกิดสงครามมีปริมาณเรือแล่นผ่านเส้นทางน้ำสำคัญนี้ราว 130-140 ลำ
ส่วนสถานการณ์ด้านพลังงานในตลาดโลก มีรายงานว่า ราคาน้ำมันปรับตัวลงกว่า 2% ในวันพฤหัสบดี หลังจากปรับตัวสูงขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเห็นสัญญาณของความต้องการทั่วโลกที่อ่อนแอลง และการเพิ่มขึ้นอย่างมากของปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐ
อย่างไรก็ดีรายงานข่าวที่ว่ากลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้ส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอารัมโก ทำให้ตลาดปั่นป่วนและจุดความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งในภูมิภาคที่กำลังขยายวงกว้างขึ้นอีกครั้ง




