
นายธนาคารและนักวิเคราะห์เผยว่า ธนาคารต่างชาติกำลังมองหาโอกาสขยายบทบาทในเวียดนาม ด้วยการปล่อยสินเชื่อสกุลเงินต่างประเทศให้แก่ธนาคารท้องถิ่น ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการระดมเงินภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามก็กดดันให้ธนาคารขยายสินเชื่อเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยาน
การพึ่งพาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญประการหนึ่งของแผนงานด้านเศรษฐกิจของโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โดยคาดว่าธนาคารจะต้องเป็นแหล่งเงินทุนหลักในการสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลวางแผนไว้ ซึ่งมีมูลค่าราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6.64 ล้านล้านบาท และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้อย่างน้อย 10% ต่อปีไปจนถึงปี 2030 แม้ธนาคารกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนเงินทุนเพิ่มมากขึ้น
วิลลี ทาโนโต จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings กล่าวว่า ธนาคารจากจีน ไต้หวัน และตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในกลุ่มที่แสดงความสนใจในการระดมทุนให้ธนาคารเวียดนาม โดยระบุว่าการระดมทุนที่มีการพูดคุยกันนั้นมีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบันธนาคารต่างชาติหลายแห่งดำเนินธุรกิจในเวียดนามผ่านสาขา และอาจมีธนาคารต่างชาติเข้ามาเพิ่มเติมภายใต้แผนของรัฐบาลเวียดนามที่จะจัดตั้งศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ แม้ว่ารายละเอียดสำคัญของแผนบางประการยังไม่ชัดเจนก็ตาม
ธนาคารจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้าเป็นผู้ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในธนาคารรายใหญ่หลายแห่งของเวียดนามอยู่แล้ว
เมื่อเดือนที่แล้ว HDBank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนขนาดกลางที่มีความเชื่อมโยงกับสายการบินต้นทุนต่ำ VietJet เผยว่า ธนาคารประสบความสำเร็จในการทำข้อตกลงสินเชื่อร่วมระหว่างประเทศมูลค่า 721 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าเป้าหมายการระดมทุนเดิมประมาณ 60% โดยธนาคารที่เข้าร่วมปล่อยกู้ในดีลดังกล่าว ได้แก่ Standard Chartered, Commerzbank ของเยอรมนี และ MUFG Bank ของญี่ปุ่น
ดีลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก VPBank ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ลงนามในข้อตกลงกู้เงินจากต่างประเทศมูลค่า 1,440 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน โดยมี Sumitomo Mitsui Banking Corporation หรือ SMBC ของญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการธุรกรรมดังกล่าว
เจนส์ ล็อตต์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Techcombank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนรายใหญ่อีกรายของเวียดนาม บอกกับรอยเตอร์ว่า ธนาคารกำลังอยู่ระหว่างการขอกู้เงินจากต่างประเทศมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งเป็นการยืนยันรายงานก่อนหน้านี้ของสำนักข่าว Bloomberg
ล็อตต์เนอร์กล่าวว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศกำลังปรับตัวสูงขึ้น การระดมทุนในลักษณะนี้จึงกลับมามีความสมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐกิจอีกครั้งสำหรับการจัดหาเงินทุนระยะกลางถึงระยะยาว โดยเขาคิดว่าตลาดเวียดนามยังมีความต้องการลงทุนอยู่ ทั้งนี้ Techcombank เคยระดมทุนในต่างประเทศในวงเงินใกล้เคียงกันมาแล้วในปี 2022 และธนาคารก็เข้าถึงตลาดเงินระหว่างประเทศเป็นประจำเมื่อภาวะตลาดเอื้ออำนวย ซึ่งในขณะนี้ต้นทุนการระดมทุนเป็นเงินดอลลาร์ถือว่าค่อนข้างถูก
ตามข้อมูลของธนาคารกลางเวียดนาม อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวในเวียดนามปรับเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนมาอยู่ในช่วง 5.9%-7.8% จากระดับ 4.8%-7.1% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง
ทาโนโตจาก Fitch กล่าวว่า การกู้ยืมจากต่างประเทศดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น แต่ธุรกรรมจำนวนมากเป็นการกู้ยืมแบบทวิภาคี หรือการทำข้อตกลงระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้โดยตรง ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะประเมินว่าธนาคารเวียดนามระดมเงินจากต่างประเทศได้ทั้งหมดเท่าใด
แรงผลักดันให้ธนาคารเวียดนามหันไปหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศกำลังได้รับแรงหนุนจากเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานของรัฐบาลเวียดนาม
เมื่อต้นปี ธนาคารกลางเวียดนามได้ปรับลดเป้าหมายการขยายสินเชื่อของระบบธนาคารลงเหลือ 15% จาก 20% ในปี 2025 หลังจากการปล่อยสินเชื่อขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่สินทรัพย์
ในเวียดนามซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ธนาคารกลางจะกำหนดโควตาการเติบโตของสินเชื่อประจำปีให้กับธนาคารแต่ละแห่ง
อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นเดือนมิถุนายน การเติบโตของสินเชื่อกลับเพิ่มขึ้นมากกว่า 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการรถไฟที่กำลังพัฒนาโดย Vingroup กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของเวียดนาม ได้รับการยกเว้นจากข้อจำกัดด้านการขยายสินเชื่อดังกล่าว
ขณะที่ธนาคารต่างๆ กำลังดิ้นรนในการประสานช่องว่างระหว่างแหล่งเงินทุนระยะสั้นของธนาคารกับความต้องการเงินทุนระยะยาวของโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารกลางเวียดนามจึงผ่อนคลายหลักเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลและมาตรการป้องกันความเสี่ยงบางประการในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินฝากที่ยังคงยากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต้นทุนการระดมทุนของธนาคารเพิ่มสูงขึ้น
ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมว่า ในช่วงปี 2021-2025 ปริมาณสินเชื่อของธนาคารอยู่สูงกว่าปริมาณเงินฝากอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันช่องว่างดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบ 77,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.56 ล้านล้าน พร้อมเตือนว่าความไม่สมดุลนี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน
ก่อนหน้านี้ SBV ซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันให้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้ปรับวิธีการคำนวณอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) ซึ่งทำให้ธนาคาร มีพื้นที่มากขึ้นในการขยายสินเชื่อมากขึ้น
ทาโนโตกล่าวว่า การที่ธนาคารกระจายแหล่งเงินทุนของตนเองออกไปหลายทางไม่ใช่เรื่องเลวร้าย โดยเฉพาะหากธนาคารมีวินัยมากพอที่จะจัดกำหนดเวลาครบกำหนดของหนี้ให้กระจายตัว และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แต่เรื่องนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินฝากในระบบธนาคารภายในประเทศ พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นจากการที่เวียดนามพึ่งพาธนาคารมากเกินไป ในการจัดหาเงินทุนเพื่อตอบสนองความต้องการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เว็บไซต์ www.vietnam.vn เผยแพร่ข่าวในวันที่ 14 สิงหาคม ว่า นายเล มินห์ ฮุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้เป็นประธานการประชุมกับ SBV และสถาบันการเงินของเวียดนามเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม โดยย้ำว่า SBV จำเป็นต้องประเมินและหาจุดสมดุลระหว่างการควบคุมอัตราเงินเฟ้อและการสนับสนุนการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นภารกิจสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นผู้นำของ SBV ในปี 2026 ในขณะเดียวกัน สถาบันสินเชื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมายและคำสั่งของ SBV อย่างเคร่งครัด
นายเล มินห์ ฮุง กล่าวว่า SBV จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและเพิ่มสภาพคล่องในตลาด เพื่อสนับสนุนสถาบันการเงินในการเข้าถึงเงินทุนด้วยต้นทุนต่ำ ทั้งยังควรลดต้นทุน รักษาเสถียรภาพอัตราดอกเบี้ย รวมถึงลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงอย่างมาก และต้องบริหารจัดการการเติบโตของสินเชื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายปี 2026 อย่างใกล้ชิด
www.vietnam.vn ยังรายงานโดยอ้างตัวเลขจาก SBV ด้วยว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน เงินฝากจากบุคคลทั่วไปในสถาบันการเงินต่างๆ มีมูลค่าถึง 11,068 ล้านล้านด่อง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เงินฝากจากบุคคลทั่วไปมีมูลค่าเกิน 11 ล้านล้านด่อง และสร้างสถิติใหม่ โดยในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว เงินฝากเพิ่มขึ้นเกือบ 242,000 ล้านด่อง เมื่อเทียบกับสิ้นปี พ.ศ. 2568 เป็นเงินฝากจากบุคคลทั่วไปเพิ่มขึ้น 7.1% เงินฝากจากธุรกิจและองค์กรทางเศรษฐกิจมีมูลค่ามากกว่า 6.37 ล้านล้านด่อง โดยเงินฝากจากองค์กรเพิ่มขึ้น 3.09% โดยรวมแล้ว ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบธนาคาร (ไม่รวมหลักทรัพย์) มีมูลค่ามากกว่า 20.4 ล้านล้านดอง ณ สิ้นครึ่งแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 4.99% เมื่อเทียบกับสิ้นปีที่แล้ว




