MORE Yogurt มาแล้ว! ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ พาโยเกิร์ตปั่นพันสาขาจากจีนมาไทย ตั้งเป้า 500 แก้วต่อวัน ขยาย 10 สาขาในปีนี้

ยุคสมัยของโยเกิร์ตยังไม่จบ เพราะ ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ พา MORE Yogurt ร้านโยเกิร์ตปั่นพันสาขาจากจีนมาเปิดในประเทศไทยแล้ว

หลังจาก ‘แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ เผยว่า เตรียมนำ MORE Yogurt ร้านโยเกิร์ตปั่นที่มีมากกว่าพันสาขาจากจีน มาเปิดให้บริการในประเทศไทย ล่าสุดตอนนี้ MORE Yogurt สาขาแรกในประเทศไทยก็ได้เปิดให้บริการแล้ว เรื่องราวเป็นมายังไง Brand Inside จะเล่าให้ฟัง

‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ ขยายน่านน้ำสู่ ‘เครื่องดื่ม’

โดย ‘แอมป์’ เริ่มต้นเล่าว่า ล่าเมียวกรุ๊ป มีพื้นฐานมาจากการทำ ‘อาหารคาว’ อย่างหมาล่าและปลาต้มผักกาดดอง แต่ด้วยเป้าหมายการขึ้นเป็น No.1 Food and Beverage Chinese Group ในประเทศไทย จึงทำให้บริษัทอยากขยายธุรกิจออกไปสู่น่านน้ำใหม่ๆ อย่าง ‘เครื่องดื่ม’ ด้วย

ล่าเมียวกรุ๊ปเลยเริ่มมองหาสิ่งที่ ‘แตกต่าง’ เพราะถ้าพูดถึงตลาดเครื่องดื่มสาย ‘ชา’ ในประเทศไทยก็เรียกว่ามีผู้เล่นที่แข็งแกร่งมาก ทั้งผู้เล่นสัญชาติไทยและสัญชาติจีน แต่ตลาด ‘โยเกิร์ตสมูทตี้’ ในประเทศไทยมีเฉพาะผู้เล่นหลักในตลาดแมสเท่านั้น แต่ยังไม่มีผู้เล่นในตลาด ‘พรีเมี่ยม’ หรือ ‘พรีเมี่ยมแมส’ ที่แข็งแกร่ง 

ประกอบกับก่อนหน้านี้ ‘แอมป์’ มีโอกาสได้พาลูกชายบินไปจีนบ่อยๆ ทำให้มีโอกาสได้ไปชิม เมนูโยเกิร์ตปั่นโอรีโอ้ ของ MORE Yogurt สิ่งแรกที่รู้สึกคือ “มันอร่อยเหมือนกับเราได้กินไอศกรีมดีๆ ลูกนึง แต่รู้สึกผิดน้อยกว่า” เพราะโยเกิร์ตมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทำให้แอมป์คิดว่าแบรนด์นี้น่าจะเหมาะกับสาวออฟฟิศชาวไทย

และเพื่อให้แบรนด์ที่นำมาเปิดสามารถเจาะพื้นที่ทำเลทองที่เหมาะกับการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง ‘สยามพารากอน’ หรือ ‘เซ็นทรัลเวิลด์’ ได้ 

เป้าหมายของล่าเมียวกรุ๊ปจึงเป็นแบรนด์ระดับท็อปเทียร์จากประเทศจีน และ MORE Yogurt ที่มีสาขามากถึง 1,700 สาขาในจีน รวมถึงได้ขยายไปสู่ออสเตรเลีย ไต้หวัน และอีกหลายๆ ประเทศแล้วเลยตรงกับความต้องการของแอมป์และทีม

คนไทยเปิดใจง่ายที่สุดในโลก แต่รักษาแบรนด์ให้อยู่ยาวไม่ใช่เรื่องง่าย

พอตัดสินใจได้ แอมป์ก็ทำนัดกับซีอีโอของ MORE Yogurt แพ็กกระเป๋าบินตรงสู่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 4 มกราคมของปี โดยตั้งใจจะชวนลงทุนในรูปแบบ Joint Venture เท่านั้น ถ้าเป็นการลงทุนรูปแบบอื่นอาจจะหยุดพักแผนเอาไว้ก่อน เพราะช่วงนั้นเทรนด์โยเกิร์ตในประเทศไทยก็ยังไม่มา

แต่หลังจากได้เจอซีอีโอของ MORE Yogurt ที่มาพร้อมกับโยเกิร์ตปั่นอโวคาโด้ 2 แก้วที่แอมป์กินหมดในไม่กี่นาทีหลังจากนั้น “รสชาติที่ไม่เคยกินมาก่อนในชีวิต” ก็ทำให้แอมป์ตัดสินใจทันทีว่า ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนรูปแบบไหนก็จะเอาแบรนด์นี้มาเปิดในไทยให้ได้

จริงๆ การเจรจากับ MORE Yogurt ในเวลานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากแอมป์ก็มีคนไทยหลายคนสนใจจะพา MORE Yogurt ในประเทศไทยอยู่แล้ว

แต่สาเหตุที่ทำให้แอมป์ดึง MORE Yogurt มาได้สำเร็จ เพราะแอมป์บอกกับซีอีโอว่า “คนไทยเปิดใจลองอาหารใหม่ๆ ง่ายที่สุดในโลก เมื่อคุณนำแบรนด์ใหม่ๆ มาเปิดในไทย การมีคิวไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์อาหารในรูปแบบไหน แต่การรักษาให้ยังคงมีคิวเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ แต่ล่าเมียวทำได้ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา”

นั่นเพราะล่าเมียวกรุ๊ปไม่ได้ทำแค่ ‘การตลาด’ แต่ทำ ‘แบรนดิ้ง’ ให้ความสำคัญและใส่ใจในเรื่องของแบรนด์ด้วย ทั้งสามแบรนด์ภายใต้การบริหารของกลุ่มอย่าง ล่าเมียว โมยุเมียว และคีพอินทัช เป็นแบรนด์ร้านอาหารจีน ที่เข้าใจวัฒนธรรมจีนและเข้าใจคนไทย สามารถนำเสนอแบรนด์ในรูปแบบที่คนไทยชอบและหลงรัก รักษาตำแหน่งได้ยาวนาน 6-10 ปี

นอกจากนั้น เพราะความสำเร็จของ ‘คีพอินทัช’ ร้านหมาล่าแบบหมุนๆ ที่เพิ่งเปิดไปในช่วงต้นปี ทำให้การปักหมุดในสยามพารากอนที่เป็นท็อปเดสติเนชันไม่ใช่เรื่องยาก ตรงกับความต้องการของแบรนด์จีนในยุคนี้ที่มองว่าการปักหมุดใน ‘กรุงเทพ’ เป็นอีกหมุดหมายที่จะแสดงความเป็น Global Brand ได้

สุดท้าย ล่าเมียวกรุ๊ป จึงได้มาสเตอร์แฟรนไชส์ของ MORE Yogurt มาในที่สุด และเพิ่งเปิดสาขาแรกไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

‘โยเกิร์ตปั่น’ รสดั้งเดิมจากจีน เน้นหอม ละมุน ครีมมี่

แอมป์ เล่าว่า ระหว่างพัฒนาโปรดักส์ ทีมได้พยายามหาตัวทดแทนเบสโยเกิร์ตในประเทศไทย แต่ก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะไม่มีนมและโยเกิร์ตจากที่ไหนที่สามารถทำรสชาติได้เหมือนต้นฉบับที่ ‘หอม ละมุน ครีมมี่ เนื้อแน่น’ จนเป็นเอกลักษณ์ เลียนแบบไม่ได้

สุดท้ายแอมป์จึงเลือกนำเข้านมและโยเกิร์ตจากประเทศจีน และเลือกเดินตามความเชื่อของแบรนด์ต้นฉบับ นำรสชาติดั้งเดิมจากที่จีนมาเสิร์ฟในไทย เลือกใช้ผลไม้สดเกือบทุกเมนู แทนการใช้ผลไม้แช่แข็ง ขายในราคาเริ่มต้น 105 บาทและสูงสุดไม่เกิน 175 บาทสำหรับเมนูอโวคาโด้อัลมอนด์ที่เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์

แอมป์ บอกว่า ราคานี้ใกล้เคียงกับราคาขายในประเทศจีนมาก สูงกว่าแค่ราว 10% เท่านั้น ทำให้ลูกค้าหลายๆ คนเข้าใจ นอกจากนั้น MORE Yogurt ในประเทศไทยยังเลือกตำแหน่งทางการตลาดที่ค่อนไปทาง ‘พรีเมี่ยม’ มากกว่า โดยนำเสนอร้านในรูปแบบ ‘ไลฟ์สไตล์คาเฟ่โยเกิร์ต’ ที่มีที่นั่งพักผ่อนและชิทแชทให้ลูกค้าด้วย

การตกแต่งก็เลือกให้เข้ากับบรรยากาศและสถานที่ตั้ง อย่างสาขาแรก ‘สยามพารากอน’ มีขนาดใหญ่ถึง 100 ตารางเมตรแล้ว ขณะที่สาขาในจีนจะมีขนาดเพียง 5-70 ตร.ม.เท่านั้น

ตั้งเป้า 500 แก้วต่อวัน ขยาย 10 สาขาภายในปีนี้

เป้าหมายของสาขาแรก แอมป์ ตั้งใจอยากให้เป็น ‘แฟล็กชิปสโตร์’ ของแบรนด์ เป็นพื้นที่ให้คนไทยแวะหาเครื่องดื่มอร่อยๆ หลังมื้ออาหารได้ในทุกวัน พร้อมกับเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเที่ยวไทย เพราะมีเสิร์ฟเมนู ‘โยเกิร์ตปั่นข้าวเหนียวมะม่วง’ ที่มีเฉพาะในประเทศไทยด้วย

ส่วนยอดขายหวังว่าจะรักษายอดขายเฉลี่ย 500 แก้วต่อวันได้จนจบปี ทำให้แบรนด์ได้รับการยอมรับจากคนไทยในวงกว้าง โดยเตรียมขยายสาขาให้ได้ 10 สาขาภายในปีนี้ ที่แน่นอนแล้วมีสาขาเซ็นทรัลลาดพร้าวและเอ็มสเฟียร์ โดยทุกสาขาจะมีขนาด 60-70 ตารางเมตรขึ้นไป

กลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ย่อมเป็น ‘พนักงานออฟฟิศ’ สายรักสุขภาพ ชอบออกกำลังกาย เชื่อเรื่องโพรไบโอติก ตั้งแต่อายุ 18 ไปจนถึง 50 ปี โดยผลตอบรับในช่วงแรกดีเกินคาด เพราะลูกค้าหลายคนทราบข่าวว่าจะนำมาเปิดและรออยู่ก่อนแล้ว รวมถึงถูกพูดถึงในสื่อและในหลาก KOL ด้วย

ส่วนระยะยาว ‘แอมป์’ อยากให้ MORE Yogurt กลายเป็นแบรนด์ที่คนไทยเลือกดื่มได้ทุกวัน ไม่มีเบื่อ สามารถหาสาขาได้ง่ายตามศูนย์การค้าใกล้บ้าน ได้รับการดูแลตามมาตรฐานร้านอาหารของคนไทย อนาคตคาดว่าจะสามารถนำเมนูใหม่ๆ ทั้งตัวโยเกิร์ตปั่นและขนมอื่นๆ ของแบรนด์ด้วย โดยคาดว่าจะสามารถขยายสาขาได้อย่างน้อย 40 สาขาในกรุงเทพมหานคร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา