ฮั้ว สว.เดิมพันรัฐบาล จับตา กกต.ฝ่ากระแส อุ้ม ‘น้ำเงิน’ พ้นคดี ?


19 ส.ค. 2569 | 08:40น.
คอลัมน์ : Politics policy people forum

31 สิงหาคม – 4 กันยายน อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเดิมพันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน ในยุคที่มี “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” เป็นประธาน 

เพราะคดีฮั้ว สว.ที่ลากยาวมากว่า 2 ปี จะถึงวันปิดฉาก ตามกำหนดกรอบ 90 วัน ที่ กกต.ชุดใหญ่รับสำนวนคดีมาจากคณะอนุกรรมการ 2 ชุด 

หนึ่ง คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยสอบสวนพยาน 700 กว่าปาก พร้อมรวบรวมหลักฐานเป็นสำนวนกว่า 8 หมื่นหน้า 

ก่อนสรุปความเห็นผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย โยงกับบิ๊กภูมิใจไทยหลายคน 

ไม่เว้นแม้กระทั่ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย 

สอง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งมาจาก “ตัวแทน” ของ กกต.ทั้ง 7 คน โดยตั้งขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนส่งไปให้ที่ประชุมใหญ่ กกต.พิจารณา 

แต่ปรากฏว่าคณะอนุฯ ที่ 36 ได้พิจารณาแล้ว มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าให้ยุติเรื่อง

ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย ที่ กกต.ชุดใหญ่จะพิจารณาชี้ขาดว่าส่งฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่โดยจะครบกำหนด 90 วันตามกรอบในช่วงเดือนกันยายน 

เคาะกำหนดวันลงมติไว้ที่ 31 สิงหาคม หรือไม่เกิน 4 กันยายน หลังจากก่อนหน้านี้ไทม์ไลน์การชี้ขาดคดีฮั้ว สว.เปลี่ยนไป-มา 

เนื่องจากมี กกต. 2 คนต้องไปดูงานจัดประชามติที่ประเทศคาซัคสถาน จะทำให้เหลือ กกต.เพียง 5 คน แต่เมื่อเวลาลงตัวการเดินทางจะอยู่ในช่วง 20-26 สิงหาคม 

ทำให้ปฏิทินการลงมติชี้ขาดคดีฮั้ว สว.น่าจะไม่เกิน 31 สิงหาคม หรือหากช้ากว่านั้นก็ไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน

ฮั้ว สว.

กกต.แบ่ง 2 ฝ่าย 

สถานการณ์ของ กกต.ขณะนี้กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะจากกลุ่มภาคประชาชน อย่าง “ไอลอว์”และพันธมิตรในสภา อย่างพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย “พริษฐ์ วัชรสินธุ”สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน 

เดินหน้าแฉข้อมูลคดีฮั้ว สว.เกือบทุกสัปดาห์ และในช่วงโค้งสุดท้าย 29-30 สิงหาคม จะมีเวทีสรุปรวบยอดทั้งหมด เร่งอุณหภูมิทางการเมือง ปูทางไปสู่วันที่ กกต.วินิจฉัย 

ขณะที่ความเคลื่อนไหวภายใน กกต. ก็ฝุ่นตลบไม่แพ้กัน ขณะนี้อาจกล่าวได้ว่า กกต. 7 คน แบ่งเป็น 2 ขั้วหลัก ขั้วน้ำเงิน กับขั้วไม่ใช่น้ำเงิน สะท้อนจากการลงมติสำคัญ 2 ครั้งที่เกี่ยวข้อง 

ครั้งแรก หัวหน้าชุดคณะอนุฯ ไต่สวนชุดที่ 26 ได้ทำหนังสือ “ขอส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติม” และให้ที่ประชุมใหญ่ กกต.รับไว้พิจารณา  ซึ่ง กกต.ชุดใหญ่ 7 คนมีมติ 5 ต่อ 2 ไม่รับไว้พิจารณา  

ครั้งต่อมา เมื่อ 13 สิงหาคม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมลับพิจารณาการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของ “แสวง บุญมี”เลขาธิการ กกต. และมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ผ่านการประเมิน

กระแสข่าวเรื่องมติ 5 ต่อ 2 ฟัน สว.ปลาซิว ปลาสร้อย ไม่ถึงตัวใหญ่ จึงยังมีน้ำหนักในทุกวงสนทนาการเมือง  

ขณะที่ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ”  กกต. ที่ถูกรับรองให้เป็น กกต.เมื่อ 19 มีนาคม 2567 ก่อนมีการเลือก สว.ชุดปัจจุบัน ได้ระบุว่า การพิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว.ยังเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่มีการล่าช้า กกต.ทยอยพิจารณาแยกเป็นรายข้อหา จากนั้นจึงทยอยพิจารณาข้อหาจนกระทั่งถึงข้อหาที่ 7 ซึ่งถือเป็นข้อหาชุดสุดท้าย

โดยผู้ถูกกล่าวหาแต่ละบุคคลอาจถูกร้องเรียนและเชื่อมโยงในหลายข้อหาที่แตกต่างกัน บางคนอาจโดนหลายข้อหา หรือเพียงข้อหาเดียว ซึ่ง กกต. จำเป็นต้องพิจารณาแยกแยะในรายละเอียดของแต่ละข้อหา ก่อนจะนำมาประมวลภาพรวมทั้งหมดร่วมกัน  

“การพิจารณาความผิดมี 2 ระดับ คือ โทษทางอาญา และกรณีหลักฐานยังไม่ถึงขั้นอาญา แต่เชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม ซึ่งสามารถส่งศาลฎีกาได้ โดยกรรมการแต่ละคนอาจมีความเห็นเบื้องต้นระหว่างพิจารณาแต่ละข้อหาแล้ว แต่เมื่อเห็นพยานหลักฐานครบทุกด้าน ความเห็นอาจเปลี่ยนแปลงได้ และสุดท้ายต้องมีเหตุผลรองรับมติอย่างชัดเจน”

จ่อฟ้อง 157 กกต.หากยกคำร้อง

ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ฉายภาพว่า ถ้า กกต.ไม่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จะส่งผลดังนี้

เช่น ถ้านาย ก. ทำความผิด มีหลักฐานชัดเพียงพอ แล้ว กกต.ไม่ส่งคดีไปยังศาลฎีกาฯ ความยากคือจะนำนาย ก. ไปขึ้นศาลลำบากขึ้น แต่กลายเป็นว่าต้องมาดำเนินคดี กกต.ในฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งในกระบวนการนั้นอาจปรากฏหลักฐานขึ้นมาก็ได้ว่านาย ก. กระทำความผิดจริง แต่กลายเป็นว่าจะมีหลายขั้นตอนมากขึ้น ระยะเวลาที่ต้องใช้ก็ต้องบวกขึ้นไปอีก

“ถ้า กกต.มีหลักฐานชัดแล้วไม่ส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แล้วเอาตัวเองมาเสี่ยงติดคุก เพื่อปกป้องใครก็ไม่รู้ในระบอบสีน้ำเงิน ถ้ามั่นใจมากก็รอคนที่อยู่ในคณะไต่สวน 26 ออกมาให้ข้อมูลสวนได้เลย เพราะเขาก็ต้องมั่นใจว่า 229 ไม่ได้กุขึ้นมา” 

“เพราะคณะไต่สวนคณะที่ 26 มีการสอบพยาน 700 กว่าคน ต้องกลั่นกรองมาแล้วระดับหนึ่ง เพื่อเหลือ 229 คน ดังนั้น ถ้า กกต.ยกคำร้องของใครก็ตาม อย่าลืมว่ามีคนเห็นแย้ง ดังนั้นต้องไปวัดกันว่าหลักฐานใครจะชัดเจนกว่ากัน”

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หากท้ายที่สุด กกต. ไม่ดำเนินการส่งเรื่องให้ศาลฎีกา โดยระบุว่าพยานหลักฐานและเส้นทางการเงิน รวมถึงพยานบุคคลและโพยคะแนนต่างถูกตรวจพบหมดแล้ว หากต้องการให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม มี 2 ช่องทางหลักที่ผู้สมัคร สว. สุจริตสามารถขับเคลื่อนได้

1.ฟ้องร้องตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  ให้ผู้สมัครสุจริตฟ้องร้องดำเนินคดีกับพรรคการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงหรือจัดตั้ง โดยมีสิทธิฟ้องในฐานะผู้เสียหายโดยตรง

2.การยื่นคัดค้านคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ  หาก กกต. มีคำสั่งยกคำร้อง ผู้สมัครสุจริตจะต้องกล้ายื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือศาลปกครองภายใน 3 วันเพื่อคัดค้านคำวินิจฉัย และนำสำนวนคดีขึ้นสู่การไต่สวนของศาลฎีกาให้ได้

และหาก กกต.ยกคำร้องคดี ฮั้ว สว..ฉากสำคัญต่อมาในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงเปิดสมัยประชุมสภา ฝ่ายค้าน นำ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

หนึ่งใน ประเด็นที่อภิปราย แน่นอนว่า คดีฮั้ สว.รวมอยู่ในนั้นนี่จึงเป็นการเดิมพันของ 7 กกต. 

และรัฐบาลภูมิใจไทย