‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ของไทย อาจเป็นแค่ตำนาน ถ้าไม่ปรับตัว ก็เตรียมโบกมือลาอุตสาหกรรมรถยนต์ได้เลย

‘Detroit of Asia’ หรือ ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ กำลังเจอปัญหาครั้งใหญ่ หลังไทยใช้เวลาราว 60 ปีสร้างตัวเองเป็นฐานผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค

แต่เมื่อ ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ เข้ามาในตลาดและขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นว่า ‘ซัพพลายเชนไทย’ ยังตามการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทัน จนต้องถามว่า ‘ผู้ประกอบการไทย’ จะได้อยู่ตรงไหนในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่

หากไปดูตัวเลขจาก ‘สถาบันยานยนต์’ พบว่า ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลประเภท BEV ในครึ่งปีแรก 2569 อยู่ที่ 104,332 คัน เพิ่มขึ้น 93% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปอยู่ที่ 54,505 คัน ลดลง 22%

นั่นหมายความว่า รถ EV กำลังโตขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่รถยนต์แบบเดิมกำลังหดตัว และการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในตลาดซื้อขายรถเท่านั้น แต่กำลังกระทบไปถึงฝั่งการผลิต และผู้ประกอบการที่อยู่รอบอุตสาหกรรมด้วย

ยอดขายรถยนต์ครึ่งปีแรก 2569 (ที่มา: สถาบันยานยนต์)

ฝั่งการผลิตเองก็ยังหดตัว จากการผลิตเพื่อส่งออกที่ลดลง โดยเฉพาะรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป และรถกระบะเครื่องยนต์สันดาปภายใน ขณะที่ตลาดในประเทศกลับขยายตัวจากความต้องการกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า

พูดง่ายๆ คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเจอกับภาพที่สวนทางกัน เพราะขณะที่รถกลุ่มใหม่โต ฐานการผลิตเดิมเจอแรงกดดัน และผู้ผลิตชิ้นส่วนตั้งแต่ Tier 1, Tier 2, ไปจนถึง Tier 3 เองก็ต้องรับแรงกระเพื่อมจากการเปลี่ยนผ่านนี้ด้วย

คำถามที่ตามมาคือ เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าโตขึ้น แล้วอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยโดยรวมได้โตตามด้วยหรือไม่?

EV โต แต่ประโยชน์ไม่ได้ ‘ตก’ มาที่ ‘ไทย’ ทั้งหมด

ถึงแม้รถ EV จำนวนมากถูกผลิตในไทย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มูลค่าจากการผลิตอาจไม่ได้ตกอยู่กับผู้ประกอบการไทยทั้งหมด เพราะชิ้นส่วนที่ใช้ประกอบรถยนต์บางกลุ่มถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ

‘อิสริยะ ไพร่พ่ายฤทธิ์’ กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุผ่านงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ ว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนจำนวนหนึ่งยังนำชิ้นส่วนและซัพพลายเชนจากจีนเข้ามารองรับการผลิตในไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับซัพพลายเชน EV มากเท่าที่ควร

เมื่อรถยนต์เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ EV มันไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวรถ แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างของชิ้นส่วนที่อยู่รอบรถด้วย โดยเฉพาะ ‘แบตเตอรี่’ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของรถ EV และจีนมีซัพพลายเชนด้านนี้ที่แข็งแรงและเชื่อมต่อกันอยู่แล้ว

ทว่าโจทย์ของไทยไม่ได้มีแค่การตามซัพพลายเชนใหม่ให้ทัน เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สร้างมานานหลายสิบปีและกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ก็เริ่มเจอกับแรงกดดันเช่นกัน

ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มเห็นการปรับโครงสร้างเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้ง Suzuki ถอนตัวจากไทย และ Honda ควบรวมโรงงานจาก 2 แห่งเหลือ 1 แห่ง หรือล่าสุด รัฐบาลอินโดนีเซียชวน Toyota ย้ายฐานผลิตหลักออกจากไทยไปยังอินโดฯ แม้ภายหลัง Toyota จะออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

เมื่อค่ายรถปรับตัว ผลกระทบก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ค่ายรถ แต่กระทบไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเบาะ พวงมาลัย กระจก และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในซัพพลายเชน

ที่ผ่านมา ภาครัฐเองก็มีมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย หรือ ‘Local Content’ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและเสริมศักยภาพของซัพพลายเชนไทย โดยมาตรการดังกล่าวให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิตามอัตราที่กำหนด

ขณะเดียวกัน รัฐยังใช้มาตรการอีกชุดเพื่อดึงผู้ผลิต EV เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ ผ่านมาตรการ EV 2.0, 3.0, และ 3.5 ซึ่งเปิดให้มีการนำเข้ารถภายใต้เงื่อนไขว่า ต้องผลิตรถเพื่อชดเชยการนำเข้า

อิสริยะ ไพร่พ่ายฤทธิ์ กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร (ซ้าย)

‘อิสริยะ’ มองว่า นโยบายนี้ช่วยให้ตลาด EV ในไทยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์จากรถ EV ที่มีราคาถูกลง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่เป็นไปตามที่ภาครัฐต้องการทั้งหมด เพราะแม้ผู้ผลิตรถจีนจะเข้ามาผลิตในไทย แต่ซัพพลายเชนจำนวนมากยังมาจากจีน ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่ได้เข้าไปอยู่ในระบบการผลิตมากนัก

ทั้งอุตสาหกรรม EV มีผลิตในไทยอยู่แค่ 20%

ด้าน ‘สาโรจน์ อริวิทวัส’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ย้ำผ่านงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ ว่า ปัญหานี้ต้องรีบแก้ เพราะ Local Content ในอุตสาหกรรมใหม่อยู่ในระดับต่ำ โดยเขาระบุว่าอยู่ที่ไม่ถึง 20% และไทยไม่มีเวลาอีก 20 ปีเพื่อรอให้ซัพพลายเชนค่อยๆ ปรับตัว

สำหรับเขา สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การที่ผู้ประกอบการไทยไม่ได้ขายชิ้นส่วนให้กับรถ EV มากพอ แต่คือการที่เงินซึ่งเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมใหม่อาจไม่ได้หมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากนัก

‘สาโรจน์’ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพผ่านร้านก๋วยเตี๋ยว แม้คนลวกจะเป็นคนไทย แต่ถ้ามองตั้งแต่หม้อลวก ไม้ลวก วัตถุดิบ ไปจนถึงแบรนด์ร้าน หลายอย่างมาจากต่างประเทศ สุดท้ายเงินที่ลูกค้าจ่ายเข้ามาในระบบไทยจึงเหลืออยู่กับค่าแรง ค่าก่อสร้างร้าน ค่าเช่า ค่าน้ำ และค่าไฟ ขณะที่เงินส่วนอื่นไหลออกไปต่างประเทศ

สาโรจน์ อริวิทวัส ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร (ขวา)

ในอุตสาหกรรมรถยนต์ก็คล้ายกัน ต่อให้รถ EV ถูกผลิตในประเทศไทย แต่ถ้าชิ้นส่วนหลักและซัพพลายเชนยังมาจากต่างประเทศ ก็ไม่ได้แปลว่าไทยจะได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมใหม่เต็มที่

สำหรับ ‘สาโรจน์’ ไทยไม่มีเวลาอีกมากพอที่จะปล่อยให้ซัพพลายเชนค่อยๆ สร้างตัวขึ้นมาเหมือนในอดีต เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนเร็ว ขณะที่ฐานการผลิตเดิมและแรงงานจำนวนมากต้องปรับตัวตามให้ทัน

แล้วทางรอดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคืออะไร?

‘อิสริยะ’ เสนอว่า ไทยต้องประคองอุตสาหกรรมสันดาปให้รอดในช่วงเปลี่ยนผ่าน และทำให้ซัพพลายเชนไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ให้ได้ โดยมองว่าภาครัฐควรใช้มาตรการทางภาษีและการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ผู้ผลิตต่างชาติใช้ Local Content มากขึ้น รวมถึงผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการไทย

เพราะถ้าต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน เอาชิ้นส่วนจากประเทศตัวเองเข้ามาประกอบ แล้วขายรถในไทย สิ่งที่ไทยได้ก็อาจเหลือเพียงภาษี และการจ้างงานบางส่วน แต่ผู้ประกอบการไทยไม่ได้เทคโนโลยี และไม่ได้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนใหม่

‘อิสริยะ’ มองว่า นี่คือเรื่องที่ต้องรีบจัดการ เพราะถ้าปล่อยให้ตลาดเปลี่ยนไปก่อน แล้วค่อยกลับมาสร้างซัพพลายเชนทีหลัง อาจไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม โดยเสนอทางออกไว้ 4 ทาง

1. ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปเชื่อมกับซัพพลายเชนของ EV จีนให้เร็วที่สุด ไม่ใช่แค่จัดกิจกรรมให้ค่ายรถจีนมาเจอกับผู้ผลิตไทย แต่ต้องมองไปถึงเงื่อนไขด้านภาษี และการตรวจสอบการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการไทยให้จริงจังขึ้น

“ต่อให้มีโรงงานผลิตรถ EV เป็นสิบๆ โรงงานในประเทศ เราก็ยังไม่ได้เทคโนโลยี เราก็เป็นแค่ลูกจ้างรับจ้างผลิตเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น ต้องบังคับเรื่องเทคโนโลยีทรานสเฟอร์ และการใช้ Local Content”

2. อย่าเพิ่งทิ้งความเชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์สันดาปที่ไทยสะสมมาหลายสิบปี เพราะไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาป และมีผู้ประกอบการชิ้นส่วนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานาน

ดังนั้น ไทยยังสามารถต่อยอดความเชี่ยวชาญเดิมไปให้สุดทาง ทั้งการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปให้มีประสิทธิภาพและลดการปล่อยมลพิษ รวมถึงการขยับไปสู่เครื่องยนต์ไฮบริด หากตลาดเดินไปในทิศทางนั้น

4 ข้อเสนอทางรอดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (ที่มา: อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์)

3. มองหาทิศทางใหม่ของโลกยานยนต์ หรือ ‘Future Mobility’ เพราะอนาคตของรถไม่ได้มีแค่สันดาปหรือ EV แต่ยังมีเทคโนโลยีอีกหลายส่วนที่ไทยสามารถใช้ฐานอุตสาหกรรมเดิมมาต่อยอดได้

‘อิสริยะ’ เสนอว่า ไทยควรเริ่มมองไปถึงการเป็นศูนย์กลางพัฒนาซอฟต์แวร์ช่วยขับขี่ ADAS และระบบขับขี่อัตโนมัติสำหรับรถพวงมาลัยขวา โดยร่วมมือกับค่ายรถยนต์ต่างๆ ตั้งศูนย์วิจัย และสนามทดลองสำหรับเทคโนโลยีรถยุคใหม่

นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยีอื่นที่สามารถเริ่มวิจัยและพัฒนาได้ เช่น เครื่องยนต์ไฮโดรเจน ซึ่งอาจเหมาะกับการใช้งานเฉพาะพื้นที่อย่างรถที่วิ่งภายในนิคมอุตสาหกรรมหรือท่าเรือ รวมถึงเทคโนโลยีแบตเตอรี่รูปแบบใหม่อย่าง Solid-state

‘สุรมิส เจริญงาม’ นักทดสอบและผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยียานยนต์ และอดีตอุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย ก็เสนอในทิศทางเดียวกันว่า ไทยต้องขยับจากการเป็น ‘Detroit of Asia’ ไปสู่การเป็น ‘Tech and Mobility Hub’ โดยปรับซัพพลายเชนเดิมให้รองรับเทคโนโลยีรถยุคใหม่ และรีสกิลแรงงานให้พร้อมกับชิ้นส่วนและระบบใหม่ๆ

‘สุรมิส’ ยังมองว่า แม้ไทยอาจยังไปไม่ทันในบางด้านอย่าง ‘ชิป’ แต่ยังมีหลายส่วนที่สามารถพัฒนาได้ เช่น ระบบระบายความร้อน ชิ้นส่วนรถยุคใหม่ และระบบที่เกี่ยวข้องกับ Smart Mobility รวมถึงการขยับบทบาทของไทยไปสู่ศูนย์กลาง R&D เพื่อพัฒนาและออกแบบรถยนต์ให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค

4. พาซัพพลายเชนเดิมไปต่อในอุตสาหกรรมใหม่ โดย ‘อิสริยะ’ อธิบายว่า ผู้ประกอบการและแรงงานในซัพพลายเชนยานยนต์มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิ้นส่วนและงานเชิงกล ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะใกล้เคียงกัน เช่น เครื่องมือแพทย์ หรือเครื่องจักรการเกษตร

โดยเฉพาะเครื่องจักรการเกษตรที่สามารถต่อยอดจากความรู้ด้านการผลิตรถยนต์ไปสู่เครื่องไถ เครื่องหว่าน และเครื่องเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตรในช่วงที่แรงงานเริ่มขาดแคลน

ถ้าปรับตัวทัน ไทยยังไปต่อได้

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปัญหาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยวันนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ EV แต่คือผู้ประกอบการไทยยังเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนใหม่ได้ไม่มากพอ ขณะที่ฐานผลิตเดิมอย่างรถยนต์สันดาปก็เจอแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลง

ข้อเสนอจากฝั่ง ‘คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ’ คือ ดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปเชื่อมกับซัพพลายเชน EV จีนให้เร็วขึ้น ประคองและต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านสันดาป พัฒนายานยนต์แห่งอนาคตและเทคโนโลยีใหม่ ไปจนถึงการพาซัพพลายเชนเดิมไปต่อในอุตสาหกรรมอื่นๆ

เพราะต่อให้มีโรงงานผลิตรถ EV เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้ประกอบการไทยยังเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนใหม่ไม่มากพอ และสุดท้ายไทยก็จะเป็นแค่ ‘ฐานประกอบ’ ที่ทำได้แค่ประกอบ มากกว่าได้รับประโยชน์จากซัพพลายเชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือมีความสามารถด้านเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง

เดิมพันนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า ไทยจะปรับเปลี่ยนระบบซัพพลายเชนที่สร้างมาตลอด 60 ปี ให้เดินต่อไปกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในยุคใหม่ได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ คำว่า ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ก็อาจกลายเป็นแค่ ‘ตำนาน’ และไม่ได้หมายถึงประเทศไทยอีกต่อไป

ที่มา: งานเสวนา Renew-able Thailand, รายงาน Renewable Economy จะชุบชีวิตเศรษฐกิจเก่าของไทย ให้ไปต่อในโลกใหม่ได้อย่างไร, สถาบันยานยนต์ [1][2], คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน [1][2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา