ย้อนกลับไป 2-3 ปีก่อน พูดคำว่า ‘เจลพลังงาน’ กับใครก็ยากจะหาคนรู้จัก แต่ ณ เวลานี้สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมรักสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ ‘เจลพลังงาน’ กลายเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสายสุขภาพที่เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ
เรามีโอกาสได้คุยกับ ‘วันนเรศวร์ สุขีลักษณ์’ ผู้จัดการหน่วยงาน Nutrition and Well-being บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) ผู้บริหารแบรนด์ aminoVITAL เกี่ยวกับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลานี้

ส่วนแบ่งอันดับ 1 ในตลาดร้อยล้าน
ผู้บริหารของ Amino Vital เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาด ‘เจลพลังงาน’ หรือ Energy Gel ในไทยมีมูลค่าราว 100 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก (Double digit) อย่างต่อเนื่องทุกปี โดย aminoVITAL เป็นแบรนด์ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดที่ครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ราว 60-70%
ช่วงที่ผ่านมา ยอดขายและฐานลูกค้าของ aminoVITAL เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาโดยตลอด โดยเริ่มเห็นเทรนด์การเติบโตครั้งแรกในไทยนับตั้งแต่ช่วงปี 2019 เป็นต้นมา ก่อนจะขยายตัวขึ้นอย่างมากหลังจากนั้น เฉพาะฐานลูกค้าคาดจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 50%
เพราะเมื่อก่อน ‘ลูกค้าหลัก’ ของแบรนด์คือ ‘กลุ่มนักวิ่งจริงจัง’ และ ‘นักวิ่งมาราธอน’ แต่ปัจจุบันได้ขยายฐานลูกค้าออกไปครอบคลุมกลุ่มคนที่ออกกำลังกายทั่วไปในชีวิตประจำวันแล้ว
เมื่อก่อนขายดีตอน ‘ฤดูหนาว’ ตอนนี้คนไทยออกกำลังกายทุกฤดู
‘วันนเรศวร์’ บอกว่า เมื่อก่อนช่วงพีคหรือช่วงที่ aminoVITAL ขายดีมักจะเป็น ‘ฤดูหนาว’ เพราะเป็นช่วงที่นักวิ่งสามารถออกวิ่งได้มากที่สุด
แต่ปัจจุบัน คนไทยออกกำลังกายมากขึ้นและปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างในฤดูร้อนก็จะหันไปออกกำลังกายในร่มหรือเต้นแอโรบิก ในขณะที่หน้าฝนหลายคนก็จะเลือกวิ่งเทรล และช่วงอากาศเย็นก็จะกลับมาวิ่งถนนอีกครั้ง
ทำให้ aminoVITAL แบ่งพอร์ตสินค้าออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มสำหรับกีฬาวิ่ง และกลุ่มไลฟ์สไตล์สำหรับคนที่ต้องการดูแลรูปร่างหรือสร้างกล้ามเนื้อ โดยช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง ‘เวย์โปรตีน’ มาจับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ
สิ่งที่ผู้บริหารของ aminoVITAL มองว่า เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถครองแชร์อันดับ 1 และมีฐานลูกค้าเติบโตทะลุ 50% ได้มาจากการพัฒนาสินค้าให้สามารถแก้ Pain point ของลูกค้าในเรื่อง ‘รสชาติ’ ได้ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทำให้เจลมีรสชาติอร่อย ทานง่าย และมีส่วนผสมของกรดอะมิโน (BCAA) ครบถ้วน และช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนโอกาสในการเติบโตนั้นยังมีอีกมาก นอกจาก aminoVITAL แล้วก็ยังมีคู่แข่งในตลาดนี้มากกว่า 5 แบรนด์และมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาตลอด เพราะ ‘ตลาดไทย’ ยังถือว่ามีขนาดเล็กและมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่ตลาดนี้เติบโตเต็มที่อย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้
ทั้งบริษัทมุ่งหน้าสู่ ‘กินดี อยู่ดี’ อยากให้คนไทยสุขภาพดี
นอกจากนั้น เจ้าของ aminoVITAL อย่าง ‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ โดย ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้แถลงถึงความสำเร็จอื่นๆ ในประเทศไทยในปีที่ผ่านมา โดยเผยว่า ในปี 2568 บริษัทมีผลประกอบการ 3.4 หมื่นล้านบาท
ซึ่งขับเคลื่อนโดย 3 สินค้าหลักที่ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในประเทศได้ ได้แก่
- รสดี – ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในหมวดหมู่เครื่องปรุงรส (ประมาณ 90%)
- ผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะ – ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในหมวดหมู่ผงชูรส (ประมาณ 80%)
- กาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ – ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในหมวดหมู่กาแฟกระป๋อง (ประมาณ 50%)
ส่วนกลยุทธ์หลักที่จะใช้ขับเคลื่อนต่อคือการขยายไลน์ ‘สินค้าที่ดีต่อสุขภาพ’ นำ AminoScience มาปรับปรุงรสชาติอาหารให้อร่อย ขยายธุรกิจอาหารแช่แข็ง รวมถึง อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน ไลน์ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่เปิดมาเพื่อเจาะร้านอาหารไทยและสตรีทฟู้ดโดยเฉพาะ และในระยะยาวมุ่งสู่การเป็น พันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งสุขภาพกายและใจ (Trusted Well-Being Partner) ของคนไทยนั่นเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




