สัมภาษณ์ ‘จูน-จรีพร’ แห่ง WHA Group ใช้เวลาเกิน 10 ปี กว่าจะพา ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ มาไทยได้

‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ กำลังเป็นอีกหนึ่งประเด็นใหญ่ในไทย ยิ่งมีการลงทุนจากบริษัทต่างชาติเข้ามามาก คำถามเรื่องการใช้ไฟ ใช้น้ำ และการจ้างงานก็ยิ่งตามมา

Brand Inside เลยพาไปฟังอีกมุมจาก ‘จูน-จรีพร จารุกรสกุล’ ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Group ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่กับการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลักดันให้ไทยเป็น ‘ฮับดาต้าเซ็นเตอร์’

แน่นอนว่า WHA อยู่ในฝั่งที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการลงทุนโดยตรง ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกมุมจากฝั่งที่สนับสนุนการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มองเรื่องนี้ผ่าน ‘การลงทุน’ และ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’

‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เป็นมากกว่าสถานที่เก็บข้อมูล

สำหรับ ‘จรีพร’ การจะตัดสินว่าเทคโนโลยีไหนเป็นของจริง ไม่ควรมองแค่ว่าอะไรเป็น ‘Buzzword’ แต่ต้องเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และเทคโนโลยีนั้นกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานอะไรขึ้นมารองรับ

เธอมองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นแค่สถานที่เก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล

‘จรีพร’ เล่าว่า เมื่อหลายปีก่อนเธอเคยพูดว่าไทยจะเป็น ‘ฮับดาต้าเซ็นเตอร์’ แต่ตอนนั้นหลายคนมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ที่ ‘สิงคโปร์’ และ ‘มาเลเซีย’ เป็นหลัก

ขณะที่ก่อนหน้านั้นเธอก็เคยถูกมองว่า ไทยไม่มีทางดึง PCB หรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาได้ แต่สุดท้ายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยก็เติบโตขึ้น

การลงทุนต้องอาศัยทั้งข้อมูลและสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สำหรับ ‘จรีพร’ การดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าประเทศไม่ใช่เรื่องที่ทำกันภายใน 1-2 ปี บางเรื่องต้องใช้เวลา 3-4 ปี และต้องทำงานร่วมกับภาครัฐและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

“พี่อยู่กับข้อมูล พี่อยู่กับของจริง พี่อยู่กับต้นน้ำ”

‘จรีพร’ พยายามดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2556 แต่ในเวลานั้นยังติดหลายปัจจัย ทั้งความไม่มั่นใจของต่างชาติ ประเด็นเรื่องต้นทุน และปัญหาเกี่ยวกับสายเคเบิลใต้น้ำ ขณะที่ตอนนั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ ‘สิงคโปร์’ ด้วย

แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI เธอเชื่อว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็น สาเหตุคือ AI ไม่ได้ลอยอยู่บนอากาศ ต้องทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน และเมื่อมีเรื่องอธิปไตยทาง AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความปลอดภัย และข้อมูลของแต่ละประเทศ ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ก็ยิ่งจำเป็น

“พอพี่เห็น AI มาพี่ก็รู้เลยว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมา”

‘จรีพร’ ยกตัวอย่างว่า หากเป็นข้อมูลของภาครัฐ จะสามารถนำไปฝากไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต่างประเทศได้หรือไม่ โดยยกตัวอย่างว่า รัฐบาลสมัย ‘เศรษฐา’ ประกาศว่าคลาวด์ภาครัฐต้องอยู่ในประเทศไทย

จากนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิม แต่กำลังกลายเป็น ‘ไฮเปอร์ดาต้าเซ็นเตอร์’ เพื่อรองรับคลาวด์ และ AI

‘จรีพร’ มองว่า AI ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมรองรับ และการเข้าใจเทคโนโลยีจะทำให้มองเห็นภาพต่อได้ว่า เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน โครงสร้างพื้นฐานก็ต้องเปลี่ยนตาม

ใช้น้ำ-ไฟเยอะก็จริง แต่ต้องดูดีมานด์ด้วย

แต่พอพูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ คำถามที่ตามมาทันทีคือ น้ำกับไฟที่ต้องใช้จำนวนมาก รวมถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ

‘จรีพร’ ไม่ได้ปฏิเสธประเด็นนี้ แต่บอกว่าแต่ละเรื่องต้องหาความเหมาะสมและความสมดุล ขณะเดียวกันก็ต้องแยกให้ออกด้วยว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังสร้างขึ้น เกิดจากความต้องการจริงหรือไม่

เธออธิบายว่า บริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ดาต้าเซ็นเตอร์จริงจะรู้ว่าตัวเองต้องการเท่าไร ขณะที่บางบริษัทอาจไม่ได้ทำคลาวด์เอง แต่เข้ามาเช่าตู้แร็คเพื่อรองรับการใช้งาน และดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งก็อาจสร้างขึ้นโดยหวังว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้ในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็น ‘ดีมานด์เทียม’

“ประเทศไทยก็ต้องเลือกให้เอาของจริงมา หรือจะเอาดีมานด์เทียมมา”

จูน-จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Group

ใช้คนน้อย แต่ไม่ได้แปลว่า ไม่มีการจ้างงาน

อีกด้านที่ถูกตั้งคำถามกับดาต้าเซ็นเตอร์คือ แม้จะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูง แต่กลับไม่ได้ใช้คนจำนวนมาก

‘จรีพร’ หยิบเรื่องสังคมสูงวัยขึ้นมา โดยบอกว่า จำนวนคนกำลังน้อยลงเรื่อยๆ และอัตราการเกิดที่ต่ำกว่าอัตราการตาย แต่เมื่อมีอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้คนลดลงและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น กลับถูกตั้งคำถามอีกว่า “ไม่ได้ใช้คน”

เธอตอกกลับสั้นๆ ว่า “พวกคุณจะเอาอะไรกันแน่” หากประเทศไทยต้องการอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะใช้หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติมากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีการจ้างงาน

เธอยกตัวอย่าง ‘BYD’ ซึ่งเป็นลูกค้าของ WHA Group โดยระบุว่า ปัจจุบันบริษัทใช้คนประมาณ 6,100 คน และช่วงปลายปีจะต้องแตะ 9,000 คน โดย 95% เป็นคนไทย เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการคนที่มีทักษะ ทั้งด้านช่าง เทคนิค เทคโนโลยี สายอาชีวศึกษา ไปจนถึงวิศวกร

เธอยังอธิบายถึงการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงเริ่มต้นว่า บริษัทอาจต้องนำวิศวกรหรือช่างจากประเทศต้นทางเข้ามาตั้งระบบโรงงาน ก่อนจะถ่ายทอดความรู้ให้คนไทย แล้วคนเหล่านั้นจึงกลับประเทศ เพราะหากบริษัทต้องนำคนจากประเทศต้นทางมาทั้งหมด ต้นทุนก็จะสูงขึ้น ทั้งเงินเดือน ที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายต่างๆ

โครงสร้างพื้นฐานคือสิ่งที่อยู่นาน และมีวันเปลี่ยนได้

เช่นเดียวกับดาต้าเซ็นเตอร์ แม้ตัวดาต้าเซ็นเตอร์เองอาจไม่ได้สร้างงานจำนวนมาก แต่ ‘จรีพร’ มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานต่างหากที่ต้องถูกนำมาคิดด้วย

เธอย้อนกลับไปยังยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีอีเมล และการส่งจดหมายระหว่างประเทศอาจใช้เวลานานเป็นเดือน ก่อนที่อินเทอร์เน็ตจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ และการใช้ชีวิตของคน

จากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การค้าขายออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ไปจนถึงอาชีพใหม่ๆ อย่างอินฟลูเอนเซอร์ และการไลฟ์ขายของ ล้วนเกิดจากโครงสร้างพื้นฐานที่เปลี่ยนไป

สำหรับ ‘จรีพร’ การมองดาต้าเซ็นเตอร์แค่เรื่องกินน้ำ กินไฟ หรือจ้างคนมากน้อยแค่ไหน ทำให้เห็นภาพไม่ครบ เพราะโครงสร้างพื้นฐานคือสิ่งที่ “อยู่นาน” เป็น ‘สะพาน’ ที่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจและอาชีพใหม่ๆ และยังเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีด้วย

สุดท้ายแล้ว การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จะส่งผลดีหรือผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ก็คงขึ้นอยู่กับว่าใช้ ‘เกณฑ์’ อะไรวัด ‘ความคุ้มค่า’ ในวันที่ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ กำลังบูมไปทั่วโลก

ที่มา: สัมภาษณ์พิเศษ จูน-จรีพร จารุกรสกุล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา