ตลาดรถยนต์หรูในไทยยังไม่ใช่ตลาดที่ขายง่าย เพราะกำลังซื้อยังฟื้นไม่เต็มที่ ขณะที่เศรษฐกิจก็ยังกดดันการตัดสินใจของผู้บริโภค

แต่ ‘Mercedes-Benz ประเทศไทย’ มองว่า ผลงานครึ่งปีแรก 2569 ยัง “น่าพอใจ” พร้อมเชื่อว่าการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าและรถรุ่นใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง จะช่วยให้ตลาดกลับมาคึกคักขึ้น
‘คริสเตียน เชลล์’ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ระบุว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ถือว่าแข็งแกร่ง แม้ตลาดรถยนต์โดยรวมยังอยู่ในภาวะท้าทาย โดยบริษัทมียอดจดทะเบียนรถใหม่ 3,557 คัน และยอดขายปลีก 2,854 คัน
รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) เป็นตัวดันยอดขายหลัก ซึ่งยอดขาย BEV ในไทยเพิ่มขึ้นถึง 130% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมี ‘CLA รุ่นไฟฟ้า’ และ ‘EQS SUV’ เป็นกำลังหลัก ขณะที่รถ ‘ปลั๊กอินไฮบริด’ ก็กลับมาทำผลงานได้ดีเช่นกัน และเชื่อว่าครึ่งปีหลังยังมีโอกาสเติบโตต่อ เพราะกำลังการผลิต CLA จะเพิ่มขึ้น พร้อมกับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกหลายรุ่น
‘CLA’ กลายเป็นดาวเด่นของแบรนด์ เนื่องจากได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า ปัจจุบันส่งมอบรถแล้วราว 300 คัน และยังมีคำสั่งซื้อรอส่งมอบอีกประมาณ 1,350 คัน บริษัทระบุว่ากำลังการผลิตในประเทศมีความพร้อม รองรับการผลิตได้เดือนละประมาณ 100-200 คัน ผ่านการประกอบในประเทศไทย และการใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนในไทยต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์แห่งอนาคตของ Mercedes-Benz
ขณะที่รถรุ่นอื่นก็ยังทำผลงานได้ดีเช่นกัน ทั้ง ‘Mercedes-Maybach’ ที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 83% ‘G-Class’ เพิ่มขึ้น 100% และรถปลั๊กอินไฮบริดเพิ่มขึ้น 34% ทำให้เห็นว่าความต้องการของลูกค้าไม่ได้กระจุกอยู่แค่รถไฟฟ้า แต่ยังครอบคลุมรถหลายเซกเมนต์ในพอร์ตของบริษัท
คนไทยหันมาขับรถไฟฟ้ามากขึ้น แม้จะเป็นรถหรูก็ตาม
เมื่อถามถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย ‘คริสเตียน’ บอกกับ Brand Inside ว่า กลุ่มคนไทยเปลี่ยนไปค่อนข้างชัดเมื่อเทียบกับช่วงปี 2560-2564 ซึ่งตอนนั้นลูกค้าส่วนใหญ่ยังนิยมรถดีเซล ส่วนรถปลั๊กอินไฮบริดได้รับความสนใจเพราะมาตรการภาษีมากกว่าตัวเทคโนโลยี แต่วันนี้ความนิยมเปลี่ยนไป ลูกค้าหันมาชอบรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และผู้ใช้รถปลั๊กอินไฮบริดก็ชาร์จรถและขับด้วยไฟฟ้าจริง ไม่ได้ซื้อเพียงเพราะสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเหมือนในอดีต
สำหรับในปีนี้เอง ‘คริสเตียน’ ยอมรับว่า ‘ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง’ และ ‘ความกังวลด้านพลังงาน’ อาจเป็นปัจจัยที่เร่งให้คนหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด เพราะสิ่งที่ทำให้ลูกค้าติดใจจริงๆ คือประสบการณ์การใช้งาน ทั้งความเงียบ ความสะดวกในการชาร์จ และความรู้สึกเวลาขับขี่ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังเติบโตต่อไป
แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง แต่ ‘คริสเตียน’ ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณที่ดีขึ้น และมองเห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” เขาอธิบายว่า กลุ่มลูกค้าหลักของ Mercedes-Benz ยังคงมีกำลังซื้อ เพียงแต่กำลังรอจังหวะที่เหมาะสมในการตัดสินใจซื้อรถ เมื่อความเชื่อมั่นกลับมา ความต้องการในตลาดก็น่าจะฟื้นตัวตาม
สำหรับฐานลูกค้า บริษัทมองว่าลูกค้า Mercedes-Benz ไม่ได้มีอยู่แค่ภาพจำแบบเดียว เพราะรถแต่ละรุ่นมีกลุ่มผู้ซื้อแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ ‘CLA’ ที่ดึงดูดลูกค้าอายุน้อย ไปจนถึง ’S-Class’ หรือ ‘Maybach’ ที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นนักธุรกิจหรือผู้มีกำลังซื้อสูง
ขณะเดียวกันก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งในด้านอายุหรือสัดส่วนลูกค้าชายและหญิงในช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมา โดยเชื่อว่ารถรุ่นใหม่อย่าง ‘CLA’ และ ‘CLE’ จะยังช่วยดึงลูกค้ารุ่นใหม่เข้ามาได้ต่อเนื่อง
ในระดับภูมิภาค ‘คริสเตียน’ ระบุว่า หากนับตลาดอาเซียน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม บริษัทยังคงมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาค และเป็นแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดในตลาดดังกล่าว
ตลาดมักจะเงียบช่วงไตรมาส 3 จึงเตรียมกลยุทธ์ไว้เพียบ
สำหรับครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่หลายรุ่นในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ทั้งกลุ่ม BEV และรถระดับบน ไม่ว่าจะเป็น GLC PHEV, C-Class PHEV, S-Class, และ V-Class ซึ่งผู้บริหารบอกว่าเพิ่งได้ทดลองขับที่ยุโรป และเชื่อว่ารถเหล่านี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าไทยไม่ต่างจาก CLA
แม้ไตรมาส 3 จะเป็นช่วงโลว์ซีซันของตลาดรถยนต์ไทย เพราะไม่มีงานใหญ่อย่าง ‘Bangkok International Motor Show’ หรือ ‘Motor Expo’ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยคุ้นเคยกับการรอซื้อรถช่วงจัดงาน แต่ Mercedes-Benz มองว่าตลาดยังมีโอกาสเติบโตได้ ด้วยการเพิ่มจำนวนรถ CLA ที่พร้อมส่งมอบ การทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และกิจกรรมทางการตลาด เพื่อดึงลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอเฉพาะช่วงมอเตอร์โชว์
อีกหนึ่งตลาดที่บริษัทยังให้ความสำคัญคือกลุ่มลูกค้าองค์กรและรถฟลีท โดยเฉพาะ ‘V-Class’ และ ‘Sprinter’ ที่ยังทำผลงานได้ดีในช่วงครึ่งปีแรก และเป็นอีกตลาดที่ช่วยหนุนยอดขาย
สำหรับความท้าทายในช่วงที่เหลือของปี ‘คริสเตียน’ ระบุกับ Brand Inside ว่าโจทย์สำคัญคือการมีรถ CLA เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า รวมถึงการทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า นี่คือจังหวะที่เหมาะสมในการซื้อรถ แทนที่จะเลือกชะลอการตัดสินใจเพื่อรอรุ่นใหม่หรือรอภาวะตลาด
แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่เขาเชื่อว่าบริษัทเตรียมความพร้อมไว้แล้ว และมองว่าทั้งช่วงครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงปี 2570 จะเป็นช่วงที่ Mercedes-Benz ประเทศไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ที่มา: งานเปิดตัวแคมเปญ MobilitySolutions และแถลงผลประกอบการ Mercedes-Benz ครึ่งปีแรก 2569
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




