รมช.คมนาคม ชี้มุ่งเปลี่ยน 7 กลุ่มรถสาธารณะเป็น EV ยกระดับขนส่งสะอาด


26 ส.ค. 2569 | 20:56น.
รมช.คมนาคม ชี้มุ่งเปลี่ยน 7 กลุ่มรถสาธารณะเป็น EV ยกระดับขนส่งสะอาด

สิริพงศ์ ชี้มุ่งเปลี่ยน 7 กลุ่มรถสาธารณะเป็น EV ลดนำเข้าน้ำมัน คุมค่าโดยสาร เพิ่มความปลอดภัย ยกระดับขนส่งสะอาดถึงประชาชน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า โครงการของกระทรวงคมนาคม มีความจำเป็น เพราะวิกฤตน้ำมันกระทบประชาชนโดยตรง โดยน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งค่าเดินทางของประชาชนและต้นทุนราคาสินค้า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี มีแนวทางให้กระทรวงคมนาคมดำเนินมาตรการช่วยตรึงค่าโดยสารและค่าบริการขนส่ง เพื่อไม่ให้ต้นทุนพลังงานส่งผ่านไปกระทบค่าครองชีพมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม การตรึงราคาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะบริการขนส่งสาธารณะจำนวนมากยังพึ่งพาน้ำมัน และเสี่ยงผันผวนตามราคาตลาดโลก หากปล่อยให้ค่าโดยสารขึ้นลงตามน้ำมันทุกเดือน ประชาชนจะรับภาระโดยตรง จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะรถ EV

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม เสนอให้สนับสนุนการเปลี่ยนรถสาธารณะและรถขนส่งที่ประชาชนใช้บริการเป็นรถ EV รวม 7 กลุ่ม ได้แก่ แท็กซี่ รถยนต์รับจ้าง รย.18 มอเตอร์ไซค์สาธารณะ รถสามล้อรับจ้าง รถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถรับส่งนักเรียน และรถบรรทุก ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายของประชาชน

ส่วนรถ ขสมก. ขณะนี้กระทรวงคมนาคมมีแผนและได้รับจัดสรรงบประมาณปกติแล้ว 1,520 คัน โดยจะเริ่มรับรถล็อตแรกประมาณเดือนมีนาคม 2570 และจะของบประมาณต่อในปี 2571 จึงไม่จำเป็นต้องนำเข้าขอใช้งบเงินกู้ในรอบนี้

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มรถที่ต้องเร่งเปลี่ยน ได้แก่แท็กซี่ที่จะหมดอายุใช้งานในปี 2569-2572 จำนวน 29,000 คัน รถ รย.18 อายุครบ 9 ปี 259 คัน มอเตอร์ไซค์สาธารณะอายุเกิน 10 ปี 68,000 คัน รถสามล้อรับจ้างอายุเกิน 10 ปี 15,000 คัน

นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารประจำทางอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป 6,200 คัน รถโดยสารที่จะหมดอายุปี 2569-2570 อีก 1,300 คัน รถสองแถวอายุเกิน 30 ปี 5,300 คัน รถโดยสารไม่ประจำทางรวมประมาณ 11,000 คัน รถรับส่งนักเรียนและสองแถวรับส่งนักเรียนกว่า 4,700 คัน และรถบรรทุกอีก 497,000 คัน

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า หากมีผู้เข้าร่วมโครงการเพียง 50% จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 244,000 ตัน เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 11 ล้านต้น หากเข้าร่วมเต็มจำนวน จะเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 19 ล้านต้นต่อปี และยังช่วยลดการใช้น้ำมันได้ปีละ 212 ล้านลิตร

นโยบายนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะด้านพลังงาน แต่ยังช่วยยกระดับความปลอดภัยของผู้โดยสาร เพราะรถสาธารณะจำนวนมากมีอายุใช้งานสูง เทคโนโลยีเก่า มาตรฐานความปลอดภัยไม่ทันยุค การเปลี่ยนเป็น EV จึงช่วยทั้งลดต้นทุน ลดมลพิษ และเพิ่มคุณภาพบริการขนส่ง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นงบสร้างถนน สะพาน หรือจัดซื้อของให้ผู้รับเหมารายใด แต่เป็นมาตรการช่วยประชาชนและผู้ประกอบการให้มีกำลังเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยประชาชนมีสิทธิเลือกใช้โดยอิสระ ไม่ได้ทำให้เงินไปตกอยู่ในกระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง

“หากสมาชิกเห็นความจำเป็นในการลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ควบคุมค่าโดยสาร ยกระดับรถขนส่งสาธารณะ และแก้ปัญหาพลังงานในพื้นที่ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ควรสนับสนุน พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ค่าครองชีพ และความยั่งยืนด้านพลังงานของประเทศ”