เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
จากนั้นเวลา 19.40 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า การที่สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าชื่อการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้มีการวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ ไม่ได้ให้วินิจฉัยว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยโดยเสียงข้างมากออกมาว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ต้องยอมรับว่าคำวินิจฉัยเช่นนี้เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่ได้สร้างผลดีต่อประเทศในอนาคต เพราะเป็นการตีความเรื่องการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางแทนที่จะเป็นการตีความอย่างแคบ ทำให้ต่อจากนี้ไม่ว่าจะรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้ามีบรรทัดฐานใหม่แล้วว่าสามารถออกพ.ร.ก.เพื่อกู้เงิน แล้วนำมาดำเนินนโยบายทั่วไปได้แทบทั้งหมดแทบทุกเรื่องโดยไม่ต้องดูว่าถึงขั้นวิกฤตหรือไม่
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แม้ว่าเสียงข้างมากจะบอกว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่เสียงข้างน้อย 2 ท่านบอกว่าท่านยังมีความกังวลในเชิงหลักการคือการตีความอย่างกว้างเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยังเน้นย้ำเรื่องการแบ่งแยกอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารด้วยว่าควรใช้เป็นการยกเว้นเท่านั้นไม่ใช่ใช้เป็นการทั่วไป รวมถึงเสียงข้างน้อยบอกว่าควรที่จะใช้งบประมาณปกติที่สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น แม้เราจะเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมากแค่ไหน แต่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ควรที่จะอ่าน เพราะเป็นความเห็นที่มีประโยชน์และควรรับฟัง
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า ในเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลชอบอ้างถึงนั้น เช่น งบกลางเหลือน้อย โอนงบได้แล้วไม่เพียงพอ งบปี 2570 ต้องรอถึงเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งช้าเกินไปและปรากฏว่าจนถึงวันนี้อีก 1 เดือนข้างหน้างบประมาณปี 2570 ก็กำลังจะออกแล้ว ใช้ระยะเวลายาวนานมากที่คณะกรรมการกลั่นกรองอนุมัติผ่านหนึ่งโครงการ ผ่านมา 4 เดือนเพิ่งจะอนุมัติผ่านได้หนึ่งโครงการคือโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่เหลือยังไม่มีอะไรออกมา แล้วจะมาอ้างว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน ถูกต้องแล้วหรือไม่ หรือท่านอาจจะอ้างว่างบประมาณปี 2570 ก็ไม่ได้มีพื้นที่ทางงบประมาณมากที่จะสามารถนำไปใช้อะไรต่างๆ เช่นนั้นได้มีทางเลือกอีกหนึ่งทางคือออกเป็น พ.ร.บ.ตามปกติที่มีรายละเอียดแผนงานโครงการครบถ้วน แล้วนำมาผ่านสภาแห่งนี้ให้เพื่อนสมาชิกได้มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ซึ่งสามารถทำได้และมีกฎหมายรองรับ
“ไม่ทราบว่ากลัวอะไร มีเสียงข้างมากในสภาล้นหลามกันเช่นนี้กลัวอะไรกับการออกพ.ร.บ. เพราะจนถึงป่านนี้ก็ยังคิดไม่เสร็จว่าสรุปแล้วแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงานจะทำอะไรกันแน่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจกำลังถูกสั่นคลอนโดย พ.ร.ก.ฉบับนี้ หากเราจะต้องเอาประเทศเข้าไปเสี่ยง เอาเศรษฐกิจไทยเข้าไปเสี่ยง ให้หนี้สาธารณสูงถึง 69.4% ที่อยู่บนสมมติฐานว่าเศรษฐกิจโตปีละ 2.5 แล้วเงินเฟ้อจะโต 2.2% หากอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เป็นไปตามเป้ารับรองว่าทะลุเพดานที่ 70% แน่ๆ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงความไม่มั่นคงจะเกิดขึ้นอีก เพราะจะไปเพิ่มภาระงบประมาณในเรื่องของดอกเบี้ยอีกปีละ 1 หมื่นล้านบาท เป็นอย่างต่ำ หากมีการกู้จนครบ 4 แสนล้านบาท แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับคำชี้แจงใดๆ ว่าจะใช้คืนหนี้ว่าจะต้องทำอย่างไร และหากในปี 2570 เศรษฐกิจไม่โตเช่นนั้นและเงินเฟ้อไม่ได้สูงเช่นนั้น แล้วสัดส่วนหนี้สาธารณะทะลุ 70% ท่านจะมีแผนรองรับอย่างไร สุดท้ายจะต้องมีการไปขยายกรอบวินัยการเงินการคลังใช่หรือไม่ ท่านจะพาประเทศเข้าไปเสี่ยงกับพ.ร.ก.ฉบับนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่ชอบมาพากลเต็มไปหมด อยู่ๆ เราจะมาเพิ่มภาระหนี้โดยไม่มีจุดมุ่งหมายไปทำไม
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวย้ำว่า แผนงานเยียวยาเราไม่ได้มีปัญหามาตั้งแต่ต้น เพราะเราเห็นถึงความจำเป็นในภาวะเศรษฐกิจ ณ ตอนนั้น แต่เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับวิธีการเพราะโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ไม่ได้ต่างจากโครงการคนละครึ่ง ที่ให้ประชาชนร่วมจ่าย แต่การเยียวยาไม่สมควรให้ประชาชนต้องควักเงินอีกก้อนหนึ่งมาร่วมจ่ายด้วย ต้นปีบอกว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจำเป็นที่จะต้องทำโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่มาวันนี้กลับบอกว่าไม่ได้จะกระตุ้นเศรษฐกิจแทบจะช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพให้ประชาชนจึงทำโครงการในลักษณะของคนละครึ่ง แต่เพิ่มสัดส่วนมาเป็น 60:40 อีกทั้งโครงการที่ท่านจะเยียวยาในเฟส 2 ก็คือไทยช่วยไทยพลัส แล้วจะสามารถช่วยโรงงานที่มีการปิดตัวไปและคนว่างงานได้อย่างไร ถามว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นโครงการที่เยียวยาประชาชนที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าท่านจะโอนเงินที่จะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2.5 หมื่นล้านบาทมาโปะกับ 2.5 หมื่นล้านบาทรวมเป็น 5 หมื่นล้านบาท แล้วออกเป็นโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ช่วยได้ด้วยโครงการไทยช่วยไทยพลัสจริงหรือ นี่เป็นความพยายามที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วยโครงการไทยช่วยไทยพลัสจริงหรือ
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ขณะที่เงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ยังไม่มีแผนที่ชัดเจน มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ แล้วกลายมาเป็นโครงการรถสาธารณะเก่าแลกรถใหม่ที่เป็นอีวี และที่ท่านบอกว่าการที่จะนำไปซื้อของนั้นเลิกแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว ตนก็สาธุอนุโมทนา ขอให้เกิดขึ้นจริง เพราะว่ามันน่ากลัวมากกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่หน่วยงานราชการต่างๆ ทำโครงการขึ้นมาเพื่อขอซื้อของจำนวนมาก
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า เมื่อตนไปเปิดดูหนังสือเวียนก็พบว่ามีเป็นแคตตาล็อกมาให้หน่วยงานท้องถิ่นส่งโครงการต่างๆ ซึ่งมีตัวอย่างโครงการมาให้เช่น เสาไฟโซลาร์ ลานกีฬาโซลาร์ บาดาลโซลาร์ ถังออกซิเจนโซลาร์ ซึ่งถือว่าน่ากลัวมาก ขอให้หนังสือเวียนยกเลิกแล้ว ยกเลิกเลย ขอให้ไม่เวียนกลับมาอีก และตอนที่หนังสือเวียนออกมา ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ไม่เห็นต้องรอคำวินิจฉัยฉบับเต็ม ตอนนั้นหลักเกณฑ์การขอโครงการยังไม่ออกมาด้วยซ้ำ ยังไม่รู้ด้วยว่าโครงการแบบไหนจะได้หรือโครงการแบบไหนจะไม่ได้ แต่กระทรวงมหาดไทยรู้แล้วว่าจะให้โครงการแบบไหนเพราะกว่าจะออกเกณฑ์ก็ประมาณวันที่ 26 มิถุนายน 2569
“ที่คณะกรรมการกลั่นกรองยังไม่อนุมัติสักโครงการ ไม่ใช่เป็นเพราะแผนการเปลี่ยนผ่านยังไม่เสร็จ แต่ยังตกลงค่าหัวคิว เงินทอนกันยังไม่เสร็จ ไม่จบใช่หรือไม่ ดิฉันภาวนาให้เป็นเรื่องจริง เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยเปิดเผยข้อมูลออกมาว่าโครงการทั้งหมดจะต้องอนุมัติผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองให้เสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 จะเป็นไปได้จริงๆ ใช่หรือไม่ เพราะถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีความคืบหน้าแบบเป็นรูปธรรม ยิ่งตอกย้ำว่าโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนเพียงพอที่จะต้องข้ามกระบวนการงบประมาณปกติตั้งแต่แรก เพราะมีการไร้แผนและไร้เป้าหมายมีการกำหนดหลักเกณฑ์แบบกว้างๆ จึงทำให้ทำให้ไม่สำเร็จสักที” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า เดิมจะมีการล็อกวงเงินการของใครของมัน แล้วหัวคิวจะไปถูกหักที่หน่วยรับงบ แต่รอบนี้หัวคิวจะถูกหักจากส่วนกลางผ่านบริษัทที่มารับงาน ที่มีการลดสเปกล้อกันไปที่รหัสบัญชีนวัตกรรมว่าใครรับผิดชอบรหัสไหน แล้วจะได้เงินทอนเท่าไหร่ แล้วค่อยมาแบ่งกันอีกครั้ง ฉะนั้น จึงขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ตอนวินิจฉัยเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตออกมาเสนอแนะต่างๆ แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้ยินเสียง ป.ป.ช.เลย เงียบมาก ไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ ในการป้องกันการทุจริตจากการใช้เงินงบประมาณในการเปลี่ยนผ่านพลังงานในรอบนี้เลย จึงขอฝากไปยัง ป.ป.ช.ให้รีบๆ เพราะเหลืออีกแค่หนึ่งเดือนทุกอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
“ย้ำว่าเราไม่ได้มีปัญหาในการกู้เงินมาเยียวยาประชาชนเราเห็นด้วย แต่เราอยากเห็นโครงการที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างตรงจุด ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ได้มีโครงการประเภทเดียวที่เป็นสารพัดนึกนึกอะไรไม่ออกก็คนละครึ่ง เราเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแต่เราอยากเห็นโครงการที่มีรายละเอียดมีกระบวนการกลั่นกรองที่ชัดเจนมีแผนงาน และมีการตั้งเป้าผ่านกระบวนการทุกอย่างอย่างถูกต้องในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา เราขอแค่นี้เองมันเป็นคำขอที่เรียบง่ายเพราะแต่ในท้ายที่สุดเรากลับไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ฉะนั้นดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับพ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว






