
ครม.สัญจรครั้งแรกรัฐบาลอนุทิน 2 บุกสงขลา ฟิตจัดขนข้าราชการ-เอกชน สภาอุตฯ สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร่วมประชุม 3 วันรวด สั่ง 4 รองนายกฯ จัดเวิร์กช็อป “พิพัฒน์” ประธานภาคใต้ กลั่นกรอง 5 จังหวัด ชง 200 โปรเจ็กต์วงเงินกว่า 5.7 หมื่นล้าน ภูมิใจไทยลุ้นกวาด สส.เพิ่ม
การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.สงขลา ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม ถือเป็นการประชุม ครม.สัญจรครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน 2
โดยก่อนการประชุม ครม.สัญจรในวันที่ 1 กันยายน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลภาคใต้ ได้มีการประชุมพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการจากกลุ่มภาคใต้ชายแดน 5 จังหวัด ประกอบด้วย สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีการเห็นชอบโครงการจำนวนทั้งสิ้น 199 โครงการ รวมวงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท โดยข้อเสนอทั้งหมดจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569
5 จังหวัดชงยอด 5.7 หมื่นล้าน
สำหรับข้อเสนอโครงการของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเสนอ 5 โครงการ วงเงินรวม 50 ล้านบาท ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม คมนาคม และการป้องกันภัยพิบัติ เช่น โครงการมรดกภูมิปัญญาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาสู่มรดกโลก 12.1 ล้านบาท พัฒนาท่องเที่ยว อ่าวไทย-ทะเลสาบสงขลา 5 ล้านบาท และสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ วงเงิน 6.65 ล้านบาท เป็นต้น
พร้อมเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 26 โครงการ วงเงินรวม 35,061 ล้านบาท ทั้งกระทรวงมหาดไทย คมนาคม พลังงาน สาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การคลัง เกษตรและสหกรณ์ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แรงงาน และสำนักงบประมาณ
นอกจากนี้แขวงทางหลวงจังหวัดสงขลายังรายงานว่ามีโครงการเร่งด่วนทั้งสิ้น 133 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จบางส่วน เหลืออีก 106 โครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1,941 ล้านบาท เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
สตูลขอ 17 โครงการเร่งด่วน
ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลเสนอโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจำนวน 17 โครงการ ครอบคลุมด้านการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจ คมนาคม และการป้องกันภัยพิบัติ พร้อมเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 11 โครงการ แต่ไม่ได้ระบุวงเงิน ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยนายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตให้ขยายขอบเขตโครงการไปยังพื้นที่อำเภอมะนังและอำเภอทุ่งหว้าเพิ่มเติมด้วย
ยะลาชง 10 โครงการ 338 ล้าน
ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาเสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 10 โครงการ วงเงิน 338 ล้านบาท พร้อมเสนอโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณอีก 4 โครงการ วงเงินรวม 4,308 ล้านบาท และมีข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชนที่ไม่ใช้งบประมาณอีก 1 โครงการรวมอยู่ด้วย
ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 6 โครงการ วงเงิน 50 ล้านบาท เน้นการติดตามและเฝ้าระวังภัยพิบัติเชิงรุก การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ การบรรเทาความเดือดร้อนด้านอุปโภคบริโภค การป้องกันน้ำท่วมขังในชุมชน
ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสได้เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 6 โครงการ วงเงิน 404 ล้านบาท และเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 8 โครงการ วงเงินสูงถึง 15,055 ล้านบาท
ปภ.ชงประกันภัยพิบัติ 20 ล้านครัวเรือน
ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.สัญจร จ.สงขลา จะมีการเสนอโครงการทำประกันภัยพิบัติให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเกิดภัยพิบัติ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยใน 3 กลุ่ม 20 ล้านครัวเรือน ทั้งน้ำท่วม วาตภัย แผ่นดินไหว
“พูดง่าย ๆ คือใช้เอกชนดำเนินการ แต่รัฐเป็นคนออกงบประมาณ เช่น หากเกิดกรณีภัยพิบัติน้ำท่วมจะมีการประเมินความเสียหายว่าจ่ายเท่าไหร่ ก็จะใช้กลไกของเอกชนแทนรัฐ โดยแต่ละปีจะสามารถประเมินได้ว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณในการซื้อประกันภัยให้ประชาชนเท่าไหร่ หากภัยพิบัติแรงขึ้น รัฐบาลจะแคปงบประมาณไว้เท่านี้ ส่วนที่เหลือบริษัทประกันภัยก็รับไป โดยเรื่องนี้จะเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร เมื่อมีการอนุมัติแล้วจะบังคับใช้ทันที 1 ตุลาคมเป็นต้นไป” นายปกรณ์กล่าว
ปักหมุดชายแดนใต้แก้รายได้ต่อหัวต่ำ
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลโซนภาคใต้ เผยสาเหตุที่รัฐบาลเลือกจัดการประชุม “ครม.สัญจร” ครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาว่า สืบเนื่องจากเมื่อปี 2568 หาดใหญ่เกิดวิกฤตอุทกภัยหนัก นายกฯต้องการนำคณะรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ลงพื้นที่มาติดตามการฟื้นฟู เยียวยา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นจังหวัดที่มีรายได้ประชากรต่ำติดอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย จึงเลือกจัด ครม.สัญจรที่ภาคใต้
เปิดทางจังหวัดชง 200 โครงการ
สำหรับคำขอโครงการและงบประมาณของกลุ่ม 5 จังหวัด ในแผนคำขอเสนอโครงการแต่ละจังหวัด ไม่จำกัดกรอบวงเงิน 50 ล้านบาท นายพิพัฒน์อธิบายว่า ถ้าหากจำกัดคำของบประมาณแต่ละจังหวัดเพียง 50 ล้าน กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะไปฟื้นฟูและพัฒนากลุ่มจังหวัด วงเงิน 50 ล้านอาจไม่เพียงพอ ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือพัฒนาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ดังนั้นจึงให้แต่ละจังหวัดนำเสนอขอโครงการมายังรัฐบาล เบื้องต้นมีการเสนอคำขอมากกว่า 200 โครงการ งบฯกว่า 5 หมื่นล้านบาท ต้องผ่านการพิจารณา จะดูจากความคุ้มค่า ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และงบประมาณส่วนกลางว่าสามารถจัดสรรให้ได้เท่าไหร่ เมื่อได้ข้อสรุปจะมีการนำเสนอผลในการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. ก่อนนำเสนอเพื่อขอมติจากที่ประชุม ครม.สัญจรวันอังคารที่ 1 ก.ย.นี้”
รูปแบบใหม่ประชุม 3 วัน
สำหรับวาระการประชุม ครม. 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม รองนายกรัฐมนตรี 4 คนและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง-ภาคเอกชนจะประชุมร่วมแบบ Workshop บูรณาการระดับภาค 4 มิติ ประกอบด้วย มิติด้านเศรษฐกิจ มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นั่งเป็นประธาน มิติด้านสังคม มีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธาน ด้านความมั่นคงมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.การต่างประเทศ เป็นประธาน และด้านภัยพิบัติมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เป็นประธาน
จากนั้นวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคมจะมีการประชุม Workshop อีกครั้ง ช่วงบ่าย 14.00-15.30 น. โดยประธานทั้ง 4 คณะ โดยมีตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรม, สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร่วมนำเสนอแผนงานต่อคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี
และในวันอังคารที่ 1 กันยายน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรจะได้นำผลการประชุมเข้าเป็นวาระเพื่อพิจารณา
เจาะภาคใต้ฐานการเมือง ภท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ชายแดน ซึ่งประกอบด้วย สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นพื้นที่ที่มีการขับเคี่ยวทางการเมืองอย่างรุนแรง ระหว่างพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชาติ
ใน 14 จังหวัดภาคใต้ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคภูมิใจไทยได้ สส.ภาคใต้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 กวาดไป 31 ที่นั่ง จากทั้งหมด 59 เขต แต่ใน 5 จังหวัดภาคใต้ชายแดน พรรคภูมิใจไทยยังต้องแบ่งเก้าอี้ให้พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชาติ ประกอบด้วย สงขลาได้ 4 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 9) ปัตตานีได้ 4 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 5 เขต) พัทลุงได้ 2 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 3 เขต) นราธิวาสได้ 1 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 5 เขต) ยะลาไม่มี สส.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ไม่เพียงอนุมัติโครงการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ 5 พื้นที่ แต่จะเห็นชอบโครงการพัฒนาทั้งภาคใต้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยหวังลุ้นกวาดพื้นที่เลือกตั้งเพิ่มจาก 31 ที่นั่ง
พิพัฒน์ชงทางคู่ 3 สายแสนล้าน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในวงประชุม ครม.สัญจรจะเสนอขออนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ 3 เส้นทาง จะเชื่อมโครงข่ายระบบรางตั้งแต่ชุมพร สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ ลงไปถึงปาดังเบซาร์ ชายแดนไทย-มาเลเซีย ระยะทางรวม 504 กม. และกรอบวงเงิน 106,797 ล้านบาท
ประกอบด้วย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท
“หลัง ครม.อนุมัติแล้ว ขั้นตอนต่อไป ร.ฟ.ท.จะเข้าสู่กระบวนการเปิดประมูล คาดว่าภายในปี 2569 นี้ เริ่มก่อสร้างกลางปี 2570 แต่ละเส้นทางใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4-6 ปี ขึ้นอยู่กับระยะทาง โดยจะทยอยสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2574-2576”
เซ็นสัญญาก่อสร้าง 2 สะพาน
นายพิพัฒน์กล่าวว่า วันที่ 31 สิงหาคมนี้ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) จะเซ็นสัญญาก่อสร้างสะพาน 2 โครงการ ได้แก่ สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อยู่ในพื้นที่อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา-อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง มีระยะทาง 7 กม. และสะพานเชื่อมเกาะลันตา อยู่ตำบลเกาะกลาง-เกาะลันตาน้อย จังหวัดกระบี่ วงเงินก่อสร้าง 6,695 ล้านบาท มาจากเงินกู้ธนาคารโลก 70% และเงินงบประมาณ 30%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่คว้างานทั้ง 2 โครงการคือ บริษัท CHEC Construction (M) Sdn Bhd ยักษ์รับเหมาก่อสร้างจากประเทศมาเลเซีย
เอกชนขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะรัฐบาลได้มีโอกาสลงพื้นที่เห็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข ส่วนโครงการที่ภาคเอกชนต้องการผลักดัน คือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 30-40 ล้านบาท ดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี ระยะเวลาการกู้ 5 ปี
นายกฤษฎา อึ้งสกุล ประธานหอการค้าจังหวัดสตูล กล่าวว่า โครงการที่ต้องการผลักดันคือโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมโยงจังหวัดสตูล-รัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย เพื่อนำไปสู่การปลดล็อกจังหวัดสตูลจากการเป็น “แลนด์ล็อกสู่แลนด์ลิงก์” จุดเชื่อมโยงการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับมาเลเซีย
นายณัฐนนท์ พงษ์ธัญญะวิริยา ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า เตรียมนำเสนอแนวทางพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบต่อเนื่องกว่า 20 ปี ภาครัฐควรสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs และขอขยายเวลาสนับสนุนโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่จะสิ้นสุดลงในปี 2570 ออกไปอีก 5 ปี




