ลุ้น 3 ฉากจบ คดีฮั้ว สว. เขย่าระบอบน้ำเงิน-เก้าอี้นายกรัฐมนตรี


29 ส.ค. 2569 | 09:01น.
คอลัมน์ : Politics policy people forum

การเปิดหน้าระหว่าง 2 ฝ่าย ใน “สงครามฮั้ว สว.” กำลังใกล้ถึงตอนจบ เมื่อฝั่งฝ่ายค้าน นำโดย พริษฐ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ผนึกกำลังกับ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) เดินหน้าเปิดหลักฐานรายสัปดาห์

ยกระดับวาทกรรม จาก “ฮั้ว สว.” มาเป็น “โกง สว.” ค่อย ๆ สาวเครือข่ายรอบนอก ไปถึงจุดศูนย์กลางอำนาจสีน้ำเงิน ด้วยการเปิดเส้นทางการเงิน-ข้อมูลการโทรศัพท์

เร่งอุณหภูมิการเมืองให้เดือดก่อนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงมติชี้ชะตาผู้ถูกกล่าวหา 229 คน 

เส้นทางคดี สว.

คดีฮั้ว สว.ลากยาวมากว่า 2 ปี นับตั้งแต่มีการเลือก สว.ระดับประเทศที่เมืองทองธานี เมื่อกลางปี 2567 ก่อนที่ สว.สำรอง ร้องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบกระบวนการฮั้ว สว.

ต่อมาเกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ทางหนึ่งพรรคภูมิใจไทย ที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นหัวหน้าพรรค ในฐานะรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ถูกประกาศิตจากนายใหญ่ ให้คืนกระทรวงมหาดไทย อีกด้านหนึ่ง ก็เริ่มถูกกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าตรวจสอบ ฮั้ว สว.

จนกระทั่ง ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐาน อั้งยี่-ฟอกเงิน ขณะที่ ฐานความผิดที่เกี่ยวกับการเลือก สว.ให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการ พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ กับ กกต. ร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐาน และมีมติแจ้งข้อกล่าวหากรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ผู้นำจิตวิญญาณ และ สว. 229 คน

แต่หลังจากเกิดกรณีคลิปเสียง “อังเคิล” รัฐบาลเพื่อไทย เพลี่ยงพล้ำเกมอำนาจ กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นตำแหน่งนายกฯ ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ใช้จังหวะนี้ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล กลายมาเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน เกมอำนาจพลิกผัน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้ “แพทองธาร” พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ทำ MOA ร่วมกัน โดยยกเสียงทั้งหมดหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ เฉพาะกิจ 4 เดือน

แต่เพียงแค่ 4 เดือน ก็เพียงพอที่จะทำให้พรรคภูมิใจไทย เข้าถึงแฟ้มทุกแฟ้มที่เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.ในดีเอสไอ เช่นเดียวกับ กกต.ที่ฝั่งอำนาจสีน้ำเงิน เริ่มวางเครือข่ายไปถึงบอร์ด 7 เสือ กกต. ผ่านกลไกที่มี สว.เห็นชอบ

ช่วงเวลา 4 เดือน เป็นแต้มต่อในการ “ซื้อคดี” รวบแฟ้มทั้งหมดมาอยู่ในมือ หาช่องทางสู้คดีฮั้ว สว.

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สว.สีน้ำเงินกว่า 140-150 ชีวิต ไม่ได้มีเฉพาะคนของฝั่งการเมือง แต่ยังรวมถึงเครือข่ายอำนาจเก่า กลุ่มทุน โดยมีเครือข่ายสีน้ำเงินช่วยกันทำเกม

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยวิเคราะห์แผนการเลือก สว.ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ยกตัวอย่างเช่น สีน้ำเงินจะเอา สว. 150 คน 150 คนแบ่งกันอย่างไร พรรคการเมืองกี่คน กลุ่มอำนาจเก่าที่ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองต้องการกี่คน กลุ่มทุนต้องการกี่คน วางแล้วเรียงรายชื่อมาว่าคือใคร นี่คือผลลัพธ์ที่ต้องการ จากนั้นไปทำงานเครือข่าย ไปส่งคนนี้เข้ามาเป็น สว.ให้ได้”

 ที่สุดแล้ว คดีเดินมาถึงจุดตัดสำคัญที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ที่ กกต. 7 คน ได้ส่งตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการ ได้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกคำร้อง และมาถึงคิว 7 กกต.จะชี้ขาดว่าจะไปต่ออย่างไร

คดีฮั้ว สว.

กล่องดวงใจสีน้ำเงิน

ผู้ถูกกล่าวหา 229 คน จากแฟ้มคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26  มีบุคคลที่เป็น “กล่องดวงใจ” พรรคภูมิใจไทย 21 คน 

ในจำนวน 21 คน มีนายกฯ-รัฐมนตรี 12 คน ที่เป็นคนสำคัญของพรรค คือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรค, สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และรองหัวหน้าพรรค, สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และรองหัวหน้าพรรค, ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการพรรค, แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โฆษกพรรค 

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย และรองเลขาธิการ, ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม รองเลขาธิการพรรค, ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เหรัญญิกพรรค, วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กรรมการบริหารพรรค, นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, และที่สำคัญที่สุดคือ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ก็ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน

ข้อกล่าวหา ขัด พ.ร.ป.สว.

สำหรับข้อกล่าวหาหลักที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ถูกชงขึ้นสู่การพิจารณาของ 7 เสือ กกต. คือ การ กระทำเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 70 ผู้สมัครผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่คณะกรรมการกําหนดตามมาตรา 36 (ผู้สมัครอาจแนะนำตัวได้ตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 5 ปี

และเข้าข่ายผิดมาตรา 77 (1) ผู้ใดกระทําการจัด ทํา ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคํานวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทําการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือก หรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท 2 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 20 ปี

ดังนั้น หากมีคนที่อยู่ใน “กล่องดวงใจ” ของพรรคภูมิใจไทย ถูกฟ้องคดีไปยังศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง แล้วถูกตัดสินมีความผิด นอกจากต้องโทษคดีอาญา ยังถูกแบนทางการเมือง 20 ปี ซึ่งจะโยงมาสู่คุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี เท่ากับว่า หากเป็นนายกฯ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง หากเป็นรัฐมนตรี ก็ต้องมีอันเป็นไปทางการเมือง

ทางปลอดภัยของเครือข่ายสีน้ำเงิน จึงต้องเคลียร์คัต ก่อนจะไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จุดที่ไม่อาจคอนโทรลได้

3 ทาง ลุ้นผล กกต.

ทางออกของกกต. จึงมี 3 ทาง หนึ่ง กกต.ส่งไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง 229 คน สอง ยกคำร้อง ไม่ส่งไปศาลฎีกาฯ แม้แต่คนเดียว สาม ส่งฟ้องศาลฎีกาฯ เฉพาะปลาซิว ปลาสร้อย “สังเวยน้ำเงินอ่อน เพื่อปกป้องน้ำเงินเข้ม”

แต่มีรายงานว่า ในห้องประชุม 7 เสือ กกต.มีการอภิปรายถึงคำว่า “พยานหลักฐานไม่พอฟังได้”  

จึงต้องลุ้น กกต.จะตัดสิน “ฝืน” ความรู้สึกของสังคมหรือไม่ เพราะสุดท้าย มีตัวอย่างจาก ป.ป.ช. ในยุคที่ คสช.เรืองอำนาจ บทเรียนจากแหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน ที่อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ต้องถูกสั่งฟ้อง

ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีอายุความ 15 ปี นอกจากเป็นการเดิมพันของตำแหน่งนายกฯ-รัฐมนตรี ที่เป็นกล่องดวงใจสีน้ำเงินแล้ว ยังเป็นการเดิมพัน กกต.อีกทางหนึ่งด้วย