จูรี ซัดรบ.เพิ่มงบกลางไว้เยียว แต่ไร้มาตรการป้องท่วม ลั่นมีธูปจะปักเชิญมาตอบ ภราดร ลุกแจงยิบ ลั่นไม่ต้องจุดอยู่นี่ทั้งวัน

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วันที่ 2 โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

นายจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า จากการอ่านงบทั้งหมดแล้ว มันให้ความรู้สึกสบายใจ โล่งโปร่ง เพราะอ่านแล้วให้ความรู้สึกว่ามันมีทุกอย่างอยู่ในงบประมาณเล่มนี้ ยกเว้นอย่างเดียวที่ไม่มีคืออนาคต ซึ่งเรื่องการบริหารงบประมาณในการเตรียมความรับมือภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในภาวะโลกรวน ที่ขณะนี้ทั่วโลกกำลังเติมการรับมือสภาวะเอลนีโญ สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นคำถามว่างบปี 70 กับรัฐบาล มองภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างไร

หากดูจากเอกสาร ก็สะท้อนว่ารอให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไร ไม่ได้มุ่งไปในแนวทางการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้มีความเสียหายน้อยที่สุด นำมาเยียวยาทีหลัง ได้บอกว่างบบรรเทาสาธารณภัย ถูกแปะไว้ตามกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ซึ่งตนมองว่ามันฟุ้งไปหมด กระจายจนไม่เห็นภาพชัดว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จนเป็นวาระแห่งชาติ จนเมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้นจริง ไม่รู้ใครเป็นเจ้าภาพต้องให้หน่วยงานไหนมาบริหารจัดการ ใครเป็นผู้บัญชาการศูนย์

นายจูรี กล่าวว่า สิ่งที่เราเรียกร้องให้เกิดงบป้องกัน และเห็นภาพได้ชัดกลับสวนทางกันคืองบกลาง ซึ่งเพิ่มมาจากปีก่อน 90,000 ล้านบาท เพราะเป็นงบที่หยิบจับใช้สอยได้ง่าย ตรวจสอบน้อย เพียงอ้างว่ามีสถานการณ์ฉุกเฉิน มีเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้น มีเรื่องเร่งด่วน ก็เอาโครงการมาใส่คำว่าพลัสเข้าไปนิดหน่อย สุดท้ายก็ไปพลัสลงบนภาษีของพี่น้องประชาชน ก็ใช้เงินก้อนนี้ได้แล้ว สุดท้ายบอกว่างบกลางที่เพิ่มขึ้นก็อ้างว่าไว้ใช้สำรองภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ไว้เยียวยา ซึ่งแม้จะเตรียมไว้แล้ว แต่ก็ข้ามขั้นตอนการป้องกันมา ลักษณะการบริหารจัดการงบประมาณแบบนี้ เริ่มได้ยินแล้วเสียวใจวาบ ชาวบ้านทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเก็บของ และรอน้ำท่วมอย่างเดียว เมื่อท่วมแล้วก็ไปลงทะเบียนรับเงินเยียวยากันอีก เป็นวัฏจักรแบบนี้ การบริหารงบประมาณแบบนี้ทำให้ความรู้สึกของประชาชนถูกปล่อยไปตามยถากรรม โดยไม่วิธีการป้องกัน

Advertisement

“จริงๆ แล้วประชาชนไม่ต้องการรับเงินเยียวยาเลย หากต้องมารับเงินเยียวยาทุกปีไม่ไหว และไม่คุ้มกันเลย ความเสียหายหลักแสน หลักล้าน ต้องมารับเงินเยียวยาหลักพัน หลักหมื่น และหากเป็นแบบนี้ 10 ปีได้รับเงินเยียวยาไม่ไหว ต่อไปก็ไม่ต้องเยียวยากันแล้ว เพราะประชาชนจะค่อยๆ ตายไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเยียวยาใคร” นายจูรีกล่าว

นายจูรี กล่าวต่อว่า ลึกๆ แล้วประชาชนมุ่งหวังให้สิ่งที่พวกเราพยายามพูดกระตุ้นให้รัฐบาลหามาตรการสร้าง มาตรการการลงทุนเพื่อป้องกันเหตุ เราพูดมาตลอด ไม่รู้พูดมากี่เดือนแล้ว ตั้งแต่น้ำเพิ่งท่วมหาดใหญ่ นายกฯ และรัฐมนตรีก็ลงหลายครั้ง หลายคนแล้ว นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็เคยหาเสียงไว้อย่างชัดเจนในพื้นที่ภัยพิบัติว่าจะสร้างนู่น สร้างนี่ เพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ จนวันนี้จะสร้างนู่นหาย เหลือแต่สร้างหนี้ สิ่งที่ตนเองพูดวันนี้เรื่องงบประมาณ เพื่ออยากตอกย้ำให้รัฐบาลช่วยตอบอีกครั้งว่าสิ่งที่หาเสียงไว้สำหรับมาตรการป้องกันน้ำท่วม หรือเขตภัยพิบัติทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นตอนนี้ถูกบรรจุไว้ในบรรทัดไหน ตรงไหนบ้างกับการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ภัยพิบัติ อยากให้มาตอบคำถามนี้ให้ได้มากๆ จากหัวใจ

“ถ้ายังไม่มาตอบเพื่อนสมาชิก ผมมีธูปจะมาปัก และเชิญท่านมาตอบ ในขณะนี้ภาคเอกชนนับถอยหลัง 100 วันแล้วที่จะถึงฤดูกาลน้ำท่วม แต่ก็ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงเรียกร้องให้ได้พิจารณางบกลางอีกครั้ง เพื่อกระจายงบไปยังท้องถิ่นต่างๆ หาดใหญ่พยายามของบเพื่อกระจายไปเพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่ท่านก็ไม่ให้ อยากให้พิจารณางบกลาง และมุ่งเป้าให้ความสำคัญกับการป้องกันเหตุมากกว่าการเยียวยาที่เกิดขึ้น เพราะหลายประเทศที่เรียนรู้เหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ได้เพียงแค่จำเหตุการณ์ได้ แต่เขาพยายามทำให้เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เกิดขึ้นซ้ำกับประชาชนของเขาอีก” นายจูรีระบุ

จากนั้นเวลา 19.00 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงว่า ขอตอบคุณจุรีในเรื่องของงบกลาง ซึ่งก่อนที่ท่านจะอภิปรายขอให้ท่านได้ถามคนข้างๆ คือท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านเข้าใจเพราะเคยจัดทำงบประมาณมา งบกลางที่ว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 6.3 แสนล้านเป็น 6.9 แสนล้าน ส่วนที่เพิ่มขึ้น 6 หมื่นล้านมันไม่ใช่อยู่แต่เฉพาะที่รัฐบาลจะสามารถจัดสรร หรือทำโครงการฉุกเฉินต่างๆ ที่จำเป็นเร่งด่วน ซึ่งส่วนนั้นเพิ่มขึ้นเพียง 1000 ล้านบาทเท่านั้น ถามว่าทำไมเพิ่มขึ้นถึง 6 หมื่นล้าน ตนอธิบายไปแล้วว่าเป็นในส่วนบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ 2.4 หมื่นล้าน ถามว่าทำไมรัฐบาลต้องตั้งเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วขนาดนี้ เพราะรัฐบาลนี้เห็นว่าทุกปีที่สำนักงบประมาณตั้งงบงบประมาณมานั้น งบก้อนนี้ไม่เคยพอเลย เราพยายามขยับให้เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะไม่ให้รัฐในท้ายที่สุด จะต้องไปยืมเงินคงคลังมาใช้

นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนของเงินสำรอง เงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ ส่วนนี้เป็นเงินชดเชยตามกฎหมาย กบข. ซึ่งจะล้อกับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ยิ่งตั้งเยอะเท่าไหร่ ตัวนี้จะยิ่งต้องขยับเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะกฎหมายกบข.กำหนดว่าเงินสำรองกบข.จะต้องมีจำนวนที่เพียงพอ หากไม่เพียงพอรัฐบาลจะต้องสมทบเข้าไป ซึ่งปีนี้ตั้งไว้กว่า 7.1 หมื่นล้าน เป็นเงินจำนวนเยอะมากซึ่งกองทุนกบข.วันนี้กับวันที่เขียนกฎหมายกบข.ขึ้นมา ตัวเลขเงินในกองทุนมันไม่เท่ากัน แล้วมันไม่วิกฤตเหมือนสมัยที่เขียนกฎหมาย วันนี้ตัวของเงินสำรองในกองทุนมันมากพอสมควร จึงได้ชวนพวกเราทำกฏหมายเพื่อแก้กฎหมายตัวนี้ 20% หรือสามเท่าอย่างใดน้อยกว่าก็ให้ตั้งอย่างนั้น มาลดตัวเลขนี้ลงไป ส่วนเงินรักษาพยาบาลข้าราชการตั้งไว้ 9 หมื่นล้านเท่ากับปีที่แล้ว ซึ่งมากพอสมควร แต่ใช้จริง 1 แสนกว่าล้าน แต่ที่เราไม่ตั้งงบเท่านี้เพราะเราต้องไม่ต้องการให้เกินจากนี้ และกำลังหาวิธีลดสวัสดิการส่วนนี้ลง ซึ่งรัฐบาลกำลังคิดว่าต่อไปรัฐบาลอาจจะลงทุนซื้อประกันให้ข้าราชการทุกคน

“ดังนั้นต้องแก้ทั้งระบบ ไม่อย่างนั้นเงินก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเงิน สปสช.ก็เพิ่มขึ้นมาอีก 2-3 หมื่นล้านซึ่งก็ไม่สิ้นสุด เดี๋ยวก็ต้องเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งรัฐบาลพยายามหาทางแก้ไข และไม่ต้องจุดธูปเรียกผม เพราะผมอยู่ที่นี่ทั้งสามวัน ทุกวินาที” นายภราดร กล่าว

จากนั้นนายจุรี ลุกขึ้นอภิปรายว่า ขอบคุณรัฐมนตรีที่ให้เกียรติตอบ แต่หัวใจของเรื่องนี้คือมาตรการในการป้องกันทั้งหมด อยากรู้ว่าสิ่งที่รัฐบาลเคยพูดไม่ว่าจะเป็นการขยายคลอง ร.1 ระบบบริหารจัดการน้ำทั้งหมดอยากรู้ว่างบที่ใช้ในการจัดการแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนอยู่ตรงไหน