‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกจับตามองมากขึ้นในประเทศไทย หลังผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุน และประกาศแผนพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

แต่เมื่อประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วหลายแห่ง เหตุใดจึงต้องลงทุนเพิ่ม และการเป็น ‘ฮับดาต้าเซ็นเตอร์’ จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศได้มากแค่ไหน
Brand Inside มีโอกาสพูดคุยกับ ‘ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Microsoft ประเทศไทยและตลาดใหม่ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ
โดยเขามองว่า การจะตอบคำถามนี้ต้องเริ่มจากการดูว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไทยมีอยู่วันนี้มี ‘ขนาด’ แค่ไหน เมื่อเทียบกับการลงทุนที่กำลังเกิดขึ้น
แม้ประเทศไทยจะมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วประมาณ 30-40 แห่ง แต่ ‘ธนวัฒน์’ ระบุว่า เท่าที่เขาทราบ ยังไม่เห็นแห่งไหนที่มีความจุเกิน 10 เมกะวัตต์ และแม้ขยับขึ้นไปถึง 20 เมกะวัตต์ต่อแห่ง ก็ยังไม่ใช่ขนาดที่กำลังพูดถึงในเวลานี้
ขณะที่การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นคนละสเกลกับของที่ไทยมีอยู่เดิม โดยขนาดที่กำลังพูดถึงมีตั้งแต่ระดับหลายร้อยเมกะวัตต์ไปจนถึงกิกะวัตต์ หรือ 1,000 เมกะวัตต์ และอาจมากกว่านั้น
ถ้าจะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ระดับกิกะวัตต์ ไทยต้องเตรียมอะไรบ้าง?
เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดใหญ่ถึงระดับกิกะวัตต์ คำถามจึงไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน ไฟฟ้า หรือน้ำ แต่ต้องมองไปถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ
‘ธนวัฒน์’ มองว่า ไทยยังมีข้อได้เปรียบบางด้าน ทั้งพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้งานจำนวนมาก เรื่องพลังงาน และแหล่งน้ำจากเขื่อน
แต่การที่ไทยมีทั้งพื้นที่ พลังงาน และแหล่งน้ำ ก็ไม่ได้แปลว่าโครงสร้างพื้นฐานจะพร้อมรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งหมด เพราะยังมีข้อจำกัดที่ต้องจัดการ โดยเฉพาะระบบสายส่งไฟฟ้า
เขายกตัวอย่าง ‘สิงคโปร์’ ว่าแม้จะมีความต้องการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์สูง แต่ระบบสายส่งก็มีขีดจำกัด ทำให้การขยายดาต้าเซ็นเตอร์ติดข้อจำกัดตามไปด้วย เช่นเดียวกับเรื่องพื้นที่
สำหรับประเทศไทยจึงต้องวางแผนตั้งแต่ต้นว่า หากต้องการดึงดาต้าเซ็นเตอร์ระดับกิกะวัตต์เข้ามา ควรตั้งอยู่ที่ไหน พื้นที่ใดมีไฟฟ้าและน้ำเพียงพอ ระบบสายส่งรองรับหรือไม่ รวมถึงต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานอะไรเพิ่มเติมบ้าง
‘ธนวัฒน์’ อธิบายว่า หากปล่อยให้ผู้ลงทุนแต่ละรายเลือกพื้นที่กันเองตามความสะดวก ก็อาจทำให้การใช้ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไม่สอดคล้องกัน
“เราต้องเห็นภาพใหญ่ก่อนว่า ในโครงสร้างของ AI เราตั้งใจให้ประเทศไทยอยู่ตรงไหน แล้วใน 5 ปีข้างหน้า 10 ปีข้างหน้าเราจะอยู่ตรงไหน ถ้าเราเห็นภาพนั้น เราจะรู้ทันทีว่า ที่เหลือเราต้องเตรียมอะไรกันไว้บ้าง”
ทำไมต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ไปใช้ของประเทศอื่นไม่ได้หรือ?
อีกเหตุผลที่ทำให้ ‘ธนวัฒน์’ มองว่าการมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศเป็นเรื่องสำคัญ คือเรื่องข้อมูลและข้อจำกัดทางเทคนิค
บางแอปพลิเคชันต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วมาก ผู้ใช้กดคำสั่งแล้วระบบต้องตอบกลับแทบจะทันที ทำให้การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ไกลจากผู้ใช้งานมากเกินไปก็มีข้อจำกัด
‘ธนวัฒน์’ อธิบายว่า นี่เป็นข้อจำกัดทางเทคนิคที่เกิดจากระยะทาง เพราะยังไม่สามารถเอาชนะกฎฟิสิกส์ได้ หากดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ห่างออกไปประมาณ 3,000 กิโลเมตร ก็ไม่สามารถตอบโจทย์แอปพลิเคชันที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วมากได้
เพราะฉะนั้น ในมุมเทคนิค การมีดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจึงไม่ได้มีไว้แค่รองรับข้อมูล แต่ยังช่วยสนับสนุนคนไทย บริษัทไทย และรัฐบาลไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรที่ใช้ AI เป็นหลักได้
นอกจากเรื่องความหน่วงแล้ว ข้อมูลบางประเภทก็ไม่ต้องการให้อยู่ในประเทศอื่น การมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับแอปพลิเคชันและบริการที่ต้องการประสิทธิภาพ ความต่อเนื่องในการให้บริการ และการจัดการข้อมูลภายในประเทศ
‘ธนวัฒน์’ เปรียบเทียบ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เหมือน “หัวใจ” เพราะตราบใดที่ระบบยังทำงาน ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อได้ตามปกติ แต่เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหา บริการที่พึ่งพาระบบก็อาจหยุดทำงานตามไปด้วย
เขายกตัวอย่างเช่น ‘โมบายแบงก์กิ้ง’ ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหา ระบบก็อาจใช้งานไม่ได้และทำให้ผู้ใช้เดือดร้อนมาก ขณะที่หากเป็นโรงพยาบาลที่ต้องหยุดให้บริการ ผลกระทบก็ยิ่งมากขึ้น หรือแม้แต่แอปพลิเคชันสำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำงานอยู่บนระบบของ Microsoft หากดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหา ผู้ใช้เดินทางไปถึงสถานีชาร์จแล้วก็อาจไม่สามารถชาร์จรถได้
เพราะฉะนั้น การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ได้มองแค่จำนวนหรือมูลค่าการลงทุน แต่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงและความต่อเนื่องของระบบที่อยู่เบื้องหลังด้วย
จะตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ตรงไหนก็ไม่ได้ เพราะความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด
เรื่องสถานที่ตั้งเป็นอีกปัจจัยสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะต้องพิจารณาความเสี่ยงมากกว่าอาคารหรือโรงงานทั่วไป
สำหรับผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft การเลือกพื้นที่ไม่ได้ดูแค่ว่า มีที่ดินและไฟฟ้าหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงหลายด้าน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ต้องทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และมีความสำคัญต่อระบบที่อยู่ข้างหลัง
‘ธนวัฒน์’ ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ควรอยู่ติดกับชุมชน และต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ โดย Microsoft มีเกณฑ์ในการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เช่น ต้องไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยมีการตรวจสอบประวัติน้ำท่วมย้อนหลัง 500 ปี รวมถึงไม่อยู่ใกล้ปั๊มน้ำมัน ไม่อยู่ใกล้พื้นที่ขยะ และต้องพิจารณาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ‘ธนวัฒน์’ มองว่าประเทศไทยควรกำหนดพื้นที่และเกณฑ์สำหรับการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจน เพราะถ้าไม่มีการกำหนดไว้ นักลงทุนแต่ละรายก็จะใช้เกณฑ์ของตัวเองในการเลือกพื้นที่ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในภาพรวม
เงินลงทุนอย่างเดียวไม่พอ ไทยต้องกำหนดก่อนว่า “จะเอาอะไรกลับมา”
แม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะนำเงินลงทุนจำนวนมากเข้าประเทศ แต่ ‘ธนวัฒน์’ มองว่า ไม่ควรวัดความคุ้มค่าจากตัวเลขเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ควรทำก่อนคือ กำหนด ‘กรอบ’ ให้ชัดเจนว่า บริษัทที่เข้ามาลงทุนต้องทำอะไร และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอะไรบ้าง
เขายกตัวอย่างการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ว่า หากบริษัทเข้ามาผลิตรถในประเทศไทย แต่ไม่ได้ใช้สิ่งใดจากประเทศไทยเลย ขณะที่ภาครัฐให้สิทธิประโยชน์เพื่อทำให้รถมีราคาถูกลง ผู้บริโภคอาจได้ประโยชน์ แต่คำถามคือ อีโคซิสเต็มภาคการผลิตของไทยได้อะไรกลับมาบ้าง
เช่นเดียวกับดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ Microsoft บริษัทมองว่า การดึงบริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในไทยไม่ควรจบแค่เงินลงทุน แต่ต้องดูด้วยว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรกลับมา ทั้งเรื่องทักษะของคนไทย ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจไทย และความยั่งยืน
เรื่องพลังงานควรคำนึงถึงพลังงานสะอาด ขณะที่เรื่องน้ำต้องดูทั้งน้ำที่ใช้และน้ำที่ปล่อยออกมา เพื่อไม่สร้างมลพิษ รวมถึงต้องเลือกสถานที่ตั้งให้เหมาะสมและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน
เมื่อกำหนดกรอบเหล่านี้แล้ว จึงค่อยกลับมาวัดผลของการลงทุน ทั้งผลโดยตรงและผลทางอ้อม โดยผลโดยตรง ได้แก่ เงินลงทุนที่เข้าประเทศ ภาษี และการจ้างงาน ส่วนผลทางอ้อมคือการดูว่า ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถช่วยยกระดับบริษัท คน และอีโคซิสเต็มของไทยได้หรือไม่
แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ แต่ไทยยังทันในสนามนี้ ถ้าวางแผนดีพอ
‘ธนวัฒน์’ มองว่าประเทศไทยยังเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์เมื่อเทียบกับประเทศที่มีฐานดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่อยู่แล้ว เช่น ‘สิงคโปร์’ และ ‘มาเลเซีย’
แต่การเป็นผู้เล่นใหม่ ไม่ได้หมายความว่าไทยสายเกินไป
สิ่งสำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรให้ผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ต้องกำหนดกรอบให้การลงทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์กลับมายังประเทศ
เขามองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์การลงทุนด้าน AI ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ยังไม่เห็นว่าผู้เล่นรายใหญ่จะชะลอการลงทุน โดยไม่ใช่แค่ Microsoft แต่ผู้เล่นรายอื่นก็ยังเดินหน้าลงทุนกันต่อเนื่อง
ดังนั้น คำถามสำหรับไทยไม่ใช่ว่า “จะเอาหรือไม่เอาดาต้าเซ็นเตอร์” เพราะถ้าไม่รับการลงทุน ประเทศอื่นก็พร้อมรับแทน
แต่โจทย์คือ ประเทศไทยจะดึงการลงทุนเข้ามาอย่างไรในระดับที่เหมาะสม พร้อมกับกำหนดเงื่อนไขให้ชัดว่า การลงทุนเหล่านี้ต้องสร้างประโยชน์อะไรให้กับประเทศ
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องวางแผนล่วงหน้าว่าจะให้ดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ตรงไหน จะเตรียมไฟฟ้า น้ำ และระบบสายส่งอย่างไร รวมถึงจะดูแลผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างไร
เพราะสำหรับประเทศไทย การมีดาต้าเซ็นเตร์อาจเป็นโอกาสสำคัญ แต่เม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่า ประเทศจะได้ประโยชน์สูงสุด
โจทย์ของไทยไม่ใช่แค่การเลือกว่าจะเป็น ‘ฮับดาต้าเซ็นเตอร์’ หรือไม่ แต่คือการวางระบบให้การลงทุนที่เข้ามาใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และส่งต่อประโยชน์ไปยังเศรษฐกิจและคนไทยได้จริง
ที่มา: สัมภาษณ์พิเศษ ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




