เปิดมาแค่ปีเดียว คนเดินวันละเกือบ 7 หมื่น Central Park ทำยังไงให้คนมาเดินซ้ำๆ ทั้งที่ กรุงเทพฯ มีแต่ห้างเต็มไปหมด

ขึ้นชื่อว่า “กทmalls” อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนต้องอยากมาเดินห้างเดิมซ้ำๆ ?

central park

กรุงเทพมหานครคือเมืองหลวงที่มี ‘ศูนย์การค้า’ เกิดขึ้นใหม่ทุกปี ซึ่งจริงๆ มันก็ดูเหมือนว่า คงจะเพียงพอสำหรับชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม มันถึงยังสามารถมีศูนย์การค้าเข้ามาตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้อีก?

เรื่องความใกล้บ้านก็อย่างหนึ่ง แต่มันต้องมีความพิเศษอื่นๆ ด้วยที่สามารถดึงดูดให้คนอยากมาเดินศูนย์การค้าหนึ่งโดยเฉพาะได้ ซึ่งแน่นอนว่า ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ (CPN) ทราบถึงเรื่องนี้ดี

‘คุณายุธ เดชอุดม’ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสินทรัพย์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล พาร์ค บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เผยว่า ความท้าทายของการทำ ‘รีเทล’ คือทำอย่างไรให้คนอยากมา และอยากกลับมาหาเรา? ซึ่งในวันที่ 4 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา ก็ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการเปิด ‘Central Park’ พอดี โดยคุณายุธยอมรับว่า ผลตอบรับนั้นดี “เกินคาด” มากๆ

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา Central Park มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมถึง 25 ล้านครั้ง หรือคิดเป็นกว่า 68,000 ครั้งต่อวัน

กลยุทธ์ของ Central Park คืออะไร? มาดูกัน

ความใหม่ ความเป็นตัวเอง และการออกแบบคือหัวใจสำคัญ 

central park

คุณายุธกล่าวว่า Central Park อาจเป็นหนึ่งในศูนย์การค้าของ CPN ที่มียอดการเยี่ยมชมมากที่สุดในขวบปีแรกเลย โดยมองว่า หลักๆ แล้ว สาเหตุที่ทำให้คนอยากกลับมาที่นี่คือ

  1. เป็นศูนย์การค้าที่มีอะไรใหม่ๆ เสมอ

คุณายุธเล่าว่า กว่า 80% ของแบรนด์ใน Central Park เป็นอะไรที่หาที่อื่นไม่ได้ ทั้งในแง่แบรนด์ใหม่ คอนเซปต์ใหม่ รูปแบบใหม่ เมนูใหม่ หรือแม้กระทั่งการเป็นสาขาแรกในไทยของแบรนด์ต่างชาติ

ความแปลกใหม่นี้ครอบคลุมทั้งร้านค้าและร้านอาหาร โดยคุณายุธยกตัวอย่างว่า แบรนด์ในเครือ ‘ZARA’ ที่เป็นสินค้าแฟชัน ก็มาเปิดที่ Central Park ทั้งเครือ ขณะที่ในแง่ของแบรนด์อาหาร ยังมีอีกหลายๆ แบรนด์ ที่เลือกมาเปิดที่นี่เป็นที่แรก เช่น Blue Bottle Coffee และ Tsujihan

  1. Central Park  ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นผู้คน

คุณายุธมองว่า การจะทำให้ศูนย์การค้ากลายเป็นสถานที่ที่คนอยากมากลับมาอีก ต้องมีองค์ประกอบของ ‘ความเป็นมนุษย์’ อยู่ในนั้น ส่งผลให้ Central Park ให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘คาแรกเตอร์’ เป็นของตนเองมากๆ

Central Park เลยมักจัดงานอีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ศิลปะ การออกแบบ และอาหารอยู่เสมอ เพื่อค่อยๆ สร้างคาแรกเตอร์เป็นของตนเอง กลับกัน ตัวตนของศูนย์การค้าก็ยังสะท้อนให้เห็นผ่านกลุ่มลูกค้าที่มาเยือนเช่นกัน

  1. เป็นหนึ่งใน กทmalls ก็ต้องสะท้อนความเป็นกทม.

คุณายุธบอกว่า Central Park จะออกแบบให้เหมือนย่านดังในต่างประเทศก็ได้ แต่หากอยากสร้างแพลตฟอร์มสำหรับผู้คนแล้ว ควรมีรากฐานของการออกแบบในคอนเซปต์ของ “Design for the Future with Respect for Legacy” ซึ่งหมายถึงการนำเรื่องราวของย่านสีลม มาเจอกับการออกแบบทันสมัย จนเกิดเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่

Central Park จึงมีสวนลอยฟ้าด้วย เพราะตั้งอยู่ข้างสวนลุมพินีพอดี โดยคุณายุธมองว่า การออกแบบที่ดีจะสามารถเปลี่ยนพื้นที่และประสบการณ์ธรรมดา ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ใครๆ ก็อยากมาได้

ยังโตได้อีก ทุกวันนี้ยังไม่ได้เปิดทางเชื่อมเข้า MRT เลย

central park

ปัจจุบัน แม้พื้นที่ของ Central Park  จะดูค่อนข้างแน่น แต่คุณายุธกล่าวว่า ยังโตได้อีก โดยโซนร้านค้าถูกจับจองไปกว่า 98%, โซนออฟฟิศกว่า 80%, โซนที่อยู่อาศัย 96% ขณะที่โรงแรมก็คว้ารางวัล Michelin Key 1 ดาวไปแล้ว

ภายในช่วงปลายไตรมาส 1 หรือต้นไตรมาส 2 ของปี 2027 ทางศูนย์การค้าจะมีทางเชื่อมต่อโดยตรงมาจาก MRT สีลมด้วย แถมผู้คนจากโซนออฟฟิศกับที่อยู่อาศัยก็ยังไม่ได้ย้ายเข้ามากันหมด ส่งผลให้คุณายุธเชื่อว่า ในปีหน้า Central Park คงคึกคักมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าการเติบโตของยอดการเยี่ยมชมเพิ่มขึ้นอีก 10%

นอกจากนั้น Central Park ยังมีโซน Pop-up Space กับ Event Space ด้วย ส่งผลให้แม้พื้นที่ร้านค้าจะค่อนข้างเต็มแล้ว แต่ยังมีโซนดังกล่าวที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ต่างๆ รวมถึงอีเวนต์มาทดลองเปิดกันที่นี่ได้ ขอแค่ยังคงคอนเซปต์ของการเสิร์ฟอะไรใหม่ๆ ให้ลูกค้าก็พอ

ในอนาคต คุณายุธมองว่า Central Park จะยังสรรหาอะไรใหม่ๆ และคงความเป็นแห่งแรกของหลายๆ แบรนด์ให้ลูกค้าเช่นเดิม โดยไม่ลืมใช้พื้นที่ในการสร้างแพลตฟอร์มวัฒนธรรม รวมถึงยกระดับตนเองเป็นศูนย์การค้าระดับโลกที่นักท่องเที่ยวชาติไหนๆ ก็ต้องอยากมาเยือนด้วย

ท่ามกลางเมืองหลวงที่มีห้างมากมาย การทำศูนย์การค้าอาจไม่ใช่เรื่องยากมาก ถ้ามีที่ดินกับกำลังทรัพย์มากพอ แต่ปัญหาคือ จะทำอย่างไรให้คนอยากเดินทางมาหาคุณโดยเฉพาะต่างหาก 

ในยุคที่กรุงเทพฯ มีศูนย์การค้าเปิดใหม่ถี่ขนาดนี้ ต่อให้อยู่มาหลายปี หากไม่ปรับตัว ก็อาจไปต่อไม่รอดเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา