Narrative Art คืออะไรกันแน่? นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่เกิดขึ้นเมื่อ Lucas Museum of Narrative Art เปิดพื้นที่ให้สื่อจากหลายประเทศเข้าไปชมภายในก่อนเปิดจริง และคนที่ออกมาตอบคำถามนี้ก็คือ George Lucas ผู้สร้าง Star Wars และหนึ่งในผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์
ประเด็นสำคัญ
คำตอบของเขาสั้นมากว่า ‘ศิลปะที่เล่าเรื่อง’ Lucas มองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่มีภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือแม้แต่หนังสือ วิธีหนึ่งที่เราใช้บันทึกและส่งต่อเรื่องราวก็คือ ‘ภาพ’ ซึ่งแนวคิดนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของพิพิธภัณฑ์ที่เขาใช้เวลาพัฒนามาเกือบ 20 ปี
แต่ความสนใจเรื่อง Narrative Art ของ Lucas ไม่ได้เริ่มจากศิลปะโบราณ หากย้อนกลับไปใกล้ตัวกว่านั้นมาก นั่นคืองานของนักวาดและ Concept Artist ที่ช่วยเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของเขาให้กลายเป็นภาพ ก่อนจะพัฒนาต่อมาเป็นโลกของ Star Wars
จากจุดเริ่มต้นนั้น ขอบเขตของพิพิธภัณฑ์ก็ค่อยๆ ใหญ่ขึ้น จนวันนี้สิ่งที่อยู่ภายในไม่ได้มีแค่ของจากโลกภาพยนตร์ แต่ครอบคลุมตั้งแต่งานศิลปะ ภาพประกอบ หนังสือการ์ตูน ภาพถ่าย โปสเตอร์ ภาพวาดบนผนัง ไปจนถึงวัตถุจากวัฒนธรรมป๊อป

อาคารที่หลายคนมองว่าเหมือนยานอวกาศ แต่สถาปนิกบอกว่าเป็น ‘ก้อนเมฆ’
ก่อนจะเข้าไปดูคอลเล็กชัน ตัวอาคารของ Ma Yansong และ MAD Architects ก็เล่าเรื่องของตัวเองอยู่แล้ว
ด้วยรูปทรงสีขาวขนาดใหญ่ที่ยกตัวลอยเหนือพื้น จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเชื่อมโยงอาคารเข้ากับยานอวกาศหรือสิ่งมีชีวิตจากโลกของ George Lucas แต่ Ma Yansong มองมันต่างออกไป สำหรับเขา อาคารนี้คือ ก้อนเมฆ ที่ลอยอยู่เหนือสวน โดยมีน้ำตกทางฝั่ง North Lawn ทำหน้าที่เหมือนสายฝนที่ตกลงมาจากก้อนเมฆนั้น
สิ่งที่เราชอบคือ ถึงอาคารจะมีสเกลใหญ่ แต่พื้นที่ระดับพื้นดินกลับไม่ได้ถูกใช้ไปกับตัวอาคารทั้งหมด
ด้านล่างและรอบพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ มีทั้งสวน แอมฟิเธียเตอร์ และงานศิลปะกระจายอยู่ตามพื้นที่ หมายความว่าต่อให้ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ ก็ยังเข้ามาใช้พื้นที่ส่วนนี้ได้
และแน่นอนว่ามี Star Wars ซ่อนอยู่ด้วย บริเวณน้ำพุด้านนอกมีประติมากรรม Yoda ซึ่งสร้างจากแม่พิมพ์เดียวกับรูปปั้นที่อยู่หน้า Skywalker Ranch แต่เวอร์ชันนี้มี Grogu หรือ Baby Yoda เกาะอยู่ที่ผ้าคลุมของ Yoda เพิ่มเข้ามา เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เชื่อมเรื่องราว Star Wars จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกคนรุ่นหนึ่ง


จากสวนด้านนอก เราสามารถเดินเข้าสู่ Education Wing ผ่านหนึ่งในสองทางเข้าหลักได้โดยไม่ต้องมีตั๋ว
ภาพแรกที่เจอค่อนข้างสมกับการเป็นพิพิธภัณฑ์ของ George Lucas เพราะเหนือศีรษะคือ Naboo Starfighter ขนาดเท่าของจริง จาก Star Wars: Episode I – The Phantom Menace (1999) ก่อนที่พื้นที่จะพาเข้าสู่ห้องสมุดซึ่งมีชั้นหนังสือสูงต่อเนื่องกันสามชั้น
หนังสือที่อยู่ที่นี่ก็สะท้อนขอบเขตความสนใจของพิพิธภัณฑ์ได้ดี เพราะไม่ได้มีแต่ Star Wars ระหว่างการเปิดให้สื่อเข้าชม มีตั้งแต่หนังสือว่าด้วยประวัติศาสตร์ของ Industrial Light & Magic บริษัท Visual Effects ที่ Lucas ก่อตั้ง ไปจนถึงหนังสือรวมผลงานของ Egon Schiele ศิลปินชาวออสเตรีย
ตรงนี้ทำให้เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า Lucas Museum ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงสถานที่เก็บ Memorabilia จากภาพยนตร์ แต่กำลังเอาวัฒนธรรมภาพหลายแบบมาวางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน


อีกฝั่งของอาคารคือ Museum Wing ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องมีตั๋ว โดยเชื่อมกับ Education Wing ผ่านคอร์ทยาร์ดบนชั้น 4
สิ่งแรกที่สะดุดตาคือลิฟต์แก้วทรงกระบอกสามตัว ซึ่งถ้าใครรู้สึกว่าดูเหมือนหลุดออกมาจาก Death Star ก็คงไม่แปลกนัก
Ma Yansong อธิบายโมเมนต์ของการขึ้นลิฟต์ไปยังพื้นที่จัดแสดงด้านบนว่าเป็นความรู้สึกของการ ‘Departing Reality’ หรือค่อยๆ ออกจากโลกความจริงเพื่อเข้าสู่โลกของเรื่องเล่า
แต่ก่อนขึ้นไป ยังมีโรงภาพยนตร์สองแห่งที่ฉายหนังตลอดช่วงเวลาเปิดทำการ รวมถึงนิทรรศการ The History of Narrative Art: Heroes, Myths, The Sacred ซึ่งพา Narrative Art ย้อนกลับไปไกลถึงภาพเขียนบนผนังถ้ำ
ตรงนี้เองที่ทำให้คำอธิบายของ George Lucas ตอนต้นเริ่มเชื่อมเข้าหากัน เพราะเขาไม่ได้ปิดบังว่าเรื่องเล่า ตำนาน และประวัติศาสตร์ของมนุษย์จำนวนมากกลายเป็นสำคัญในการสร้าง Star Wars


ฃ

ถ้าโซนแรกพาเราย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของการเล่าเรื่องด้วยภาพ Cinema Gallery ก็พาเราไปดูว่าภาพเหล่านั้นกลายเป็นภาพยนตร์ได้อย่างไร
หนึ่งในชิ้นที่น่าจะทำให้แฟน Star Wars หยุดดูนานเป็นพิเศษคือ Podracer ขนาดเท่าของจริงของ Anakin จาก The Phantom Menace รวมถึง R2-D2 ตัวที่ใช้ในการสร้าง Star Wars: Episode IV – A New Hope (1977)
แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้พร็อพคือ วิธีที่พิพิธภัณฑ์นำมันมาวางคู่กับภาพวาดและ Concept Art ต้นฉบับของศิลปินอย่าง Ralph McQuarrie


เราจึงไม่ได้เห็นแค่ R2-D2 ในฐานะตัวละครที่คนทั่วโลกรู้จัก แต่ได้ย้อนกลับไปดูว่าตัวละคร ฉาก หรือยานอวกาศที่คุ้นตา เริ่มต้นจากภาพนิ่งบนกระดาษอย่างไร ก่อนค่อยๆ ถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอ และนี่อาจเป็นตัวอย่างที่เข้าใจคำว่า Narrative Art ของ Lucas ได้ง่ายที่สุด
หลังจากโลกของภาพยนตร์ วิธีจัดแกลเลอรีของ Lucas Museum ก็เริ่มสนุกขึ้น เพราะไม่ได้แบ่งทุกอย่างตามยุคหรือประเภทศิลปะแบบพิพิธภัณฑ์ทั่วไป
บางห้องอุทิศให้ศิลปินคนเดียว เช่น Norman Rockwell ซึ่งมีผลงาน Triple Self Portrait หลายเวอร์ชัน ขณะที่บางห้องแบ่งตาม Genre อย่าง Fantasy, Science Fiction และ Adventure ซึ่งในโซนหลังมีประติมากรรมสำริดของ Indiana Jones ยืนต้อนรับอยู่
อีกหลายห้องใช้เรื่องใกล้ตัวเป็นแกนในการจัด ตั้งแต่โรงเรียน กีฬา ไปจนถึง Civic Life ซึ่งมีสื่อและภาพต่อต้านสงครามย้อนหลังไปถึงปี 1971
เดินต่อไปยังโซน Photography ก็อาจเจอภาพจากการถ่ายปกอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles ก่อนขึ้นไปอีกชั้นแล้วพบงาน Stencil ต้นฉบับของ Banksy ในส่วนที่พูดถึงมูรัล


ฟังดูเหมือนของทุกอย่างไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่เมื่อกลับไปยังคำถามตั้งต้นว่า ‘ภาพหนึ่งภาพสามารถเล่าเรื่องอะไรได้บ้าง’ การเอาของเหล่านี้มาอยู่ด้วยกันก็เริ่มมีเหตุผลขึ้นมา
Lucas Museum จึงน่าสนใจตรงที่มันไม่ได้พยายามสร้างลำดับชั้นว่า ภาพวาดควรสำคัญกว่าการ์ตูน หรือ Fine Art มีคุณค่ามากกว่าภาพยนตร์และ Pop Culture
สิ่งที่พิพิธภัณฑ์เลือกทำคือเอาสิ่งเหล่านั้นมาวางอยู่ในบทสนทนาเดียวกัน แล้วใช้ ‘การเล่าเรื่อง’ เป็นตัวเชื่อม

แน่นอนว่าแฟน Star Wars น่าจะสนุกกับการตามหา R2-D2, Naboo Starfighter หรือ Concept Art ของ Ralph McQuarrie แต่สำหรับคนที่ไม่ได้โตมากับจักรวาลของ George Lucas ที่นี่ก็ยังมีตั้งแต่ Norman Rockwell, Egon Schiele, Banksy, The Beatles ไปจนถึงภาพเขียนบนผนังถ้ำให้ดู
และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Lucas Museum ถึงเลือกใช้คำว่า Museum of Narrative Art แทนที่จะเป็น Museum of George Lucas
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ได้เล่าเรื่องของเขาคนเดียว แต่กำลังพูดถึงวิธีที่มนุษย์ใช้ภาพเพื่อเล่าเรื่องของตัวเองมาตลอด
ภาพ: Shenzhen Natural History Museum




