เทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวงสู่สากล พลังผู้นำหญิง ศรีสตรีแห่งสยาม

เทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวงสู่สากล

พลังผู้นำหญิง ศรีสตรีแห่งสยาม

การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และมีความหมาย สามารถเริ่มต้นจากการที่ผู้หญิงคนหนึ่งปฏิเสธที่จะนิ่งเฉยต่อปัญหา และตัดสินใจลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหานั้น จนก่อเกิดเป็นพลังแห่งการผลักดันสู่การพัฒนาในวงกว้าง และการส่งต่อคุณค่าที่จะเป็นมรดกถึงคนรุ่นหลังสืบไป

ตลอดระยะเวลากว่าเจ็ดทศวรรษ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้สะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาญาณอันเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ที่ทรงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการสร้างโอกาสและสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในระดับฐานราก เพื่อให้สามารถยืนหยัดและก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน นับเป็นประจักษ์พยานอันเด่นชัดถึงบทบาทของผู้หญิงในฐานะพลังสำคัญของการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างแท้จริง

Advertisement

เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเชิดชูคุณูปการสูงสุดในด้านการอนุรักษ์ ส่งเสริม และพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมไทย ก่อนจะเข้าสู่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จัดโครงการ “MFA Outreach เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านมรดกสิ่งทอ วัฒนธรรม และความยั่งยืน” ซึ่งเปิดโอกาสให้เอกอัครราชทูตและคู่สมรสจาก 24 ประเทศ รวม 35 คน และอุปทูตและคู่สมรสจาก 19 ประเทศ รวม 23 คน ได้เรียนรู้ถึงพระราชกรณียกิจและวิสัยทัศน์ในการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของพระองค์ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยตนเอง

ทรัพยากรมนุษย์คือรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงมีพระเมตตาและด้วยพระอัจฉริยภาพ สมเด็จพระพันปีหลวงทรงตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของราษฎร โดยเฉพาะความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้ในพื้นที่ชนบทห่างไกล จึงมุ่งมั่นสร้างโอกาสให้ประชาชนมีอาชีพอย่างเป็นหลักเป็นแหล่งและสามารถพึ่งพาตนเองได้

พระองค์ทรงริเริ่มจัดตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ” เพื่อส่งเสริมอาชีพด้านหัตถกรรมแก่ราษฎร และพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ทั้งยังทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ภายใต้เจตนารมณ์คือ มีพระราชประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนในเรื่องปากท้อง ต้องการให้มีอาชีพเสริม เพิ่มรายได้และมีความรู้ติดตัวเพื่อประกอบอาชีพต่อไป ตลอดจนทรงอนุรักษ์และสืบทอดศิลปหัตถกรรมไทยไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา อันล้วนนำไปสู่การสร้างสังคมที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ คณะทูตต่างประเทศได้เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงงานฝีมือชั้นสูง ที่รังสรรค์อย่างประณีตด้วยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนภูมิปัญญาหัตถศิลป์ที่ได้รับการสืบสานอย่างทรงคุณค่า พร้อมกับได้รับชมกระบวนขั้นตอนการจัดทำงานฝีมือจากช่างสถาบันสิริกิติ์ โดยสาธิตงานจักสานย่านลิเภาสอดปีกแมลงทับ ได้รับความสนใจจากคณะทูตานุทูตเป็นอย่างมาก

ผู้ซึ่งเคยถวายงานจากสถาบันสิริกิติ์ เล่าว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระพันปีหลวงเสด็จเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ชาวบ้านในพื้นที่จึงทูลเกล้าฯ ถวายสร้อยคอที่ทำจากปีกแมลงทับ ซึ่งนำมาสู่การถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวผ่านงานประณีตศิลป์ โดยช่างได้สานเส้นย่านลิเภา สอดปีกแมลงทับ สะท้อนเฉดสีน้ำเงิน สีเขียวและทองแดง เปล่งประกายแวววาวดั่งพระอาทิตย์ที่สาดส่องบนผืนน้ำทะเลอย่างงดงาม อีกทั้ง คณะทูตยังได้ชมการสลักงานคร่ำด้วยวิธีการสับเหล็กและฝังเส้นเงิน ซึ่งในอดีตเคยเกือบจะสูญหายไป รวมถึงฉากปักไหมน้อยเรื่องอิเหนา ฉากถมทองเรื่องรามเกียรติ์ พระที่นั่งพุดตานถมทอง และเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์จำลองอีกด้วย

นอกจากสมเด็จพระพันปีหลวงจะทรงมุ่งมั่นส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนแล้วนั้น พระองค์ยังทรงเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงโขน ซึ่งเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่แสดงให้เห็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย โดยพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการประชุมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และทรงกำชับให้มีการรักษาแบบแผนจารีตดั้งเดิม แต่ต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์ประกอบการแสดงให้มีความสวยงามยิ่งขึ้น ซึ่งได้ช่วยฟื้นฟูการแสดงโขนจากภาวะซบเซาให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป

คณะทูตต่างประเทศได้เข้าชม “อาคารเรียน-รู้-เรื่อง-โขน” ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งจัดแสดงองค์ความรู้และศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดงโขน ได้แก่ ฉาก อุปกรณ์ประกอบ ฉาก หัวโขน และเครื่องแต่งกายในตอนต่างๆ รวมถึงตอนศึกมัยราพณ์ สืบมรรคา พระจักราวตาร และสัตยาพาลี พร้อมกันนี้ คณะทูตต่างประเทศยังได้ชมการแสดงโขน แสดงโดยตัวละครหนุมานและมัจฉานุ ที่ผสมผสานความอ่อนช้อย ท่วงท่าที่เข้มแข็งและความตลกขบขันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ในกิจกรรมสุดท้าย คณะทูตต่างประเทศได้เดินทางไปยัง “สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)” โดยได้ชื่นชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นหลากหลายประเภทจากร้านค้าศิลปาชีพ ที่สำคัญ ยังมีการจัดนิทรรศการจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงริเริ่มและพัฒนาขึ้น ซึ่งไทยมีวาระที่จะเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกในปีนี้ด้วย

พระราชกรณียกิจและบทบาทผู้นำหญิงของสมเด็จพระพันปีหลวงสร้างความประทับใจแก่เอกอัครราชทูตจากหลายประเทศ นางชีร์เลย์ เดนนิเซ อากิลาร์ บาร์เรรา เอกอัครราชทูตกัวเตมาลา กล่าวว่า โครงการและพระราชดำริของพระองค์สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสตรีในการส่งเสริมความเป็นอยู่และสร้างอาชีพที่ยั่งยืน รวมถึงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทย

พร้อมกล่าวว่า รู้สึกชื่นชมในพระวิริยะอุตสาหะและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระองค์ที่ทรงมุ่งอนุรักษ์องค์ความรู้และภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เสี่ยงต่อการสูญหาย ทั้งยังทรงต่อยอดให้กลายเป็นโอกาสที่มีคุณค่าสำหรับช่างฝีมือและชุมชนในชนบท ตนรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นว่า วัฒนธรรมจะยังคงมีชีวิตและสืบทอดต่อไปได้ เมื่อผู้คนได้รับทั้งทักษะ องค์ความรู้ และโอกาสที่จะสานต่อมรดกเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไป

“พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงในการส่งเสริมศิลปะการแสดงโขนมีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแต่ในการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงอันงดงามของไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสืบสานและรักษาอาชีพของศิลปิน ช่างฝีมือ เครื่องแต่งกาย ตลอดจนองค์ความรู้ที่อยู่เบื้องหลังศิลปะแขนงนี้ให้คงอยู่ต่อไป ซึ่งเยาวชนในกัวเตมาลาสามารถเรียนรู้ได้ว่า การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการปกป้องสิ่งที่สืบทอดมาจากอดีตเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า และเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ผู้คนทุกกลุ่มเช่นกัน” เอกอัครราชทูตกัวเตมาลากล่าว

นายพาโบล คัง เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย กล่าวว่า สมเด็จพระพันปีหลวงทรงทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าไว้มากมาย และทรงเป็นแบบอย่างที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับสตรีและเด็กหญิงไทยด้วย พร้อมเสริมว่า ออสเตรเลียให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทการเป็นผู้นำและศักยภาพของสตรีมาอย่างเสมอ โดยทางสถานเอกอัครราชทูตได้ดำเนินงานด้านความเท่าเทียมทางเพศผ่านโครงการต่างๆ ไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และย้ำว่า ตนจะสนับสนุนดำเนินการดังกล่าวอย่างแข็งขันต่อไป

ด้าน นายเอลชิน รากุบ โอกลู บาชีรอฟ เอกอัครราชทูตอาเซอร์ไบจาน กล่าวว่า วันนี้ได้เรียนรู้ว่าวิสัยทัศน์ของบุคคลหนึ่งสามารถขับเคลื่อนการอนุรักษ์และนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไปได้ สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีพระราชกรณียกิจที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการอนุรักษโขน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการ ตลอดจนความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม โดยพระองค์ทรงทุ่มเทและทรงมีพระราชหฤทัยอย่างแน่วแน่ในเรื่องนี้

“อาเซอร์ไบจานเป็นประเทศแรกในโลกมุสลิมตะวันออกที่ให้สิทธิสตรีในการออกเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 1918 บทบาทของสตรีมีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศของเรา จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นว่า สตรีก็มีบทบาทที่โดดเด่นในสังคมไทยเช่นเดียวกัน” เอกอัครราชทูตอาเซอร์ไบจานกล่าว

นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า การทูตสาธารณะเป็นหนึ่งในภารกิจของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจของคณะทูตานุทูตต่างชาติในศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของไทย สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และรักษาวัฒนธรรมไทย รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมสิ่งทอและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน พระองค์ทรงได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากมายตลอดพระชนม์ชีพ รวมถึงเหรียญซีเรสจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ด้วย

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการต่างประเทศจึงต้องการเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ให้คณะทูตต่างประเทศได้รับทราบอย่างลึกซึ้ง ผ่านผลงานและการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเห็นได้ว่าโครงการนี้ได้ก่อให้เกิดความประทับใจอย่างเต็มเปี่ยม หวังว่าคณะทูตจะนำประสบการณ์และความประทับใจจากการเยี่ยมชมในครั้งนี้ไปถ่ายทอดต่อให้ประชาชนในประเทศของตนได้รับรู้ เพื่อให้พระเกียรติคุณของสมเด็จพระพันปีหลวงคงอยู่สืบไป

โครงการ MFA Outreach ในครั้งนี้ทำให้คณะทูตต่างประเทศได้สัมผัสและรับรู้ด้วยตนเองถึงพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการของสมเด็จพระพันปีหลวง ทั้งในด้านการขับเคลื่อนความยั่งยืนในสังคม ตลอดจนการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความเป็นผู้นำหญิง ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่แก่สังคม สมดั่งพระนามเดิม หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ที่ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 อันมีความหมายว่าผู้เป็น ‘ศรี’ แห่ง (ราชสกุล) กิติยากร